|
ชื่อวิทยาศาสตร์ |
Ocimum basilicum L. f. citratum Back. |
|
ชื่อวงศ์ |
Apiaceae (Labiatae) |
|
ชื่ออังกฤษ |
- |
|
ชื่อท้องถิ่น |
ก้อมก้อข้าว, มังลัก |
1. ฤทธิ์หล่อลื่น
เมล็ดแมงลักช่วยการขับถ่ายเพราะเปลือกภายนอกจะสามารถพองตัวได้ถึง 45 เท่า โดยไม่ถูกย่อยทำให้เพิ่มกากและหล่อลื่น ทำให้ขับถ่ายสะดวก (1)
2. ฤทธิ์รักษาอาการท้องผูกหรือใช้เป็นยาระบาย
การศึกษาในสัตว์ทดลอง
ป้อนเมล็ดแมงลักขนาด 37.5 มก./กก. ละลายน้ำให้พองตัว ให้หนูขาวและหนูถีบจักร จะมีผลทำให้ลำไส้มีการเคลื่อนไหวเทียบเท่ากับการให้หนูกินยาถ่าย metamucil ขนาด 300 มก./กก. (2)
การทดลองทางคลินิก
มีการทดลองใช้เมล็ดแมงลัก โดยใช้ปริมาณ 2 ช้อนชา ผสมน้ำ 240 ซี.ซี. หรือประมาณ 1 แก้ว ให้ผลเป็นยาระบายในคนปกติเช่นเดียวกับ psyllium 2 ช้อนชา โดยมีผลที่น่าสนใจ คือ เพิ่มจำนวนครั้งในการถ่าย เพิ่มปริมาณอุจจาระ ทำให้อุจจาระอ่อนตัวกว่าปกติ (3) เช่นเดียวกับการทดสอบในอาสาสมัคร 8 คน อายุระหว่าง 21-47 ปี โดยแต่ละคนจะผ่านการศึกษา 3 ระยะ ๆ ละ 10 วัน ได้แก่ ระยะควบคุม ระยะเมล็ดแมงลัก (รับประทานเมล็ดแมงลัก 10 กรัม ผสมน้ำตาลทราย 10 กรัม วันละ 2 ครั้ง) และระยะเม็ด psyllium (รับประทานยาถ่ายเมตามิวซิลชนิดรสส้ม 20 กรัม วันละ 2 ครั้ง) การเลือกลำดับแต่ละระยะใช้วิธี random ข้อมูลที่รวบรวมไว้ ได้แก่ รายการอาหารที่รับประทานโดยละเอียด เพื่อนำมาใช้คำนวณหาปริมาณ dietary fiber จำนวนครั้งของการถ่ายอุจจาระ น้ำหนักรวมของอุจจาระในรอบ 7 วัน และ transit time ของ radiopaque markers ผลการศึกษาพบว่า ในระยะเมล็ดแมงลัก และระยะเมล็ด psyllium มีน้ำหนักอุจจาระสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แต่ระหว่างระยะเมล็ดแมงลัก และระยะเม็ด psyllium ไม่มีความแตกต่างสำหรับจำนวนครั้ง และ transit time จากการศึกษาจะพบว่าเมล็ดแมงลักสามารถใช้เป็นยาระบายได้ (4)
นอกจากนี้ยังมีการทดลองในคนไข้ที่จะได้รับการผ่าตัดต่อมลูกหมาก หรือนิ่วในไต จำนวน 84 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 53 คน โดยให้รับประทานยาระบายเมล็ดแมงลัก (เมล็ดแมงลักบดเป็นผง) ขนาด 1/2, 1, 1 1/2 ช้อนชา ในน้ำ 150 ซี.ซี. 3 ครั้งหลังอาหาร/วัน และหลังการผ่าตัด เป็นเวลา 3-8 วัน และกลุ่มควบคุมที่ไม่ได้รับเมล็ดแมงลัก จำนวน 31 คน พบว่าสัดส่วนของอาการท้องผูกหลังการผ่าตัดในคนไข้กลุ่มควบคุมที่ไม่ได้รับเมล็ดแมงลักเท่ากับ 80.6% ในขณะที่กลุ่มที่ได้รับเมล็ดแมงลักสัดส่วนของอาการท้องผูกเท่ากับ 13.3, 31.6, และ 10.5% ตามลำดับ ซึ่งจากการทดลองจะเห็นว่าเมล็ดแมงลักสามารถลดอาการท้องผูกในคนไข้หลังผ่าตัดได้ (5)
3.1 การทดสอบความเป็นพิษ
การทดสอบความเป็นพิษเฉียบพลัน โดยป้อนเมล็ดแมงลักให้หนูขาวตัวผู้และตัวเมีย ในขนาด 5 ก./กก. เป็นเวลา 7 วัน พบว่าไม่พบพิษใดๆ การทดสอบพิษกึ่งเรื้อรัง โดยป้อนเมล็ดแมงลักให้หนู กระต่าย และแมว ในขนาด 1 ก./กก. เป็นเวลา 10 วัน ไม่พบว่ามีพิษต่ออวัยวะต่างๆ และการทดสอบพิษเรื้อรังโดยการป้อนเมล็ดแมงลักให้หนูขาวแต่ละกลุ่ม ในขนาด 0.25, 0.5, 1 และ 2 ก./กก. เป็นเวลา 12 สัปดาห์ ไม่พบการเปลี่ยนแปลงของตับ ลำไส้เล็ก และลำไส้ใหญ่ เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม (6) การศึกษาความเป็นพิษแบบเฉียบพลันของเมล็ดแมงลักในหนูขาว และหนูถีบจักร โดยป้อนเมล็ดแมงลักละลายน้ำให้พองตัว ในขนาด 300, 500 และ 1,000 มก./กก. ให้หนูขาว ใน 24 ชม. และ 1 สัปดาห์ พบว่าไม่มีพิษ และการทดสอบพิษกึ่งเรื้อรัง และพิษเรื้อรัง โดยการป้อนเมล็ดแมงลักขนาดเท่าเดิม ให้หนูขาว เป็นเวลา 1 ปี ไม่พบความเป็นพิษใด ๆ (2)
ข้อควรระวังในการใช้
ถ้าใช้เมล็ดแมงลักที่ยังพองตัวไม่เต็มที่ จะทำให้มีการดูดน้ำจากลำไส้เกิดอาการขาดน้ำ และอาจเกิดอาการลำไส้อุดตันได้โดยเฉพาะที่บดเป็นผง
นำเมล็ดแช่น้ำจนพองเต็มที่ก่อนรับประทาน (7)
1. Worawitudomsak C, Kittikhun P, Sajjinanon S. Maenglak seeds as a bulk laxative. Special project for the degree of B.Sc. (Pharm), Faculty of Pharmacy, Mahidol University, Thailand 1982.
2. Taesotikul W, Smitasiri Y, Pootakham K. Studies of hairy basil seeds as bulk laxative II: Laxative activity and toxicity studies. The Fourth Princess Chulabhorn International Science Congress Chemicals in the 21st century 28 Nov.-2Dec.,1999, Bangkok Thailand.
3. Kocharatana P, et al. Clinical trial of maeng-lak seeds using as a bulk laxative. Maharaj Nakornratchasima Hospital Medical Bull 1985; 9, 2: 120-36.
4. Sriratanaban A, Poshyachinda M, Tankeyoon M, Ratanavararak M. Ocimum americanum Linn., study of its laxative properties. Chula Med J 1992;36(3):201-6.
5. Muangman V, Siripraiwan S, Ratanaolarn K, Rojanaphanthu P, Shaipanich C. A clinical trial of Ocimum canum Sims seeds as a bulk laxative in elderly post- operative patients. Ramathibodi Med J 1985; 8(4): 154-8.
6. Utaipath A, Salaya A, Shaipanich C, Siripraiwan S, Rojanapandh P. Toxicity study of Ocimum canum Sims seeds. Symposium on the Development of Medicinal Plants for Tropical Diseases, Bangkok, Thailand, Feb 26-27, 1987: 51.
7. บวร เอี่ยมสมบูรณ์. ดงไม้. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์รุ่งเรืองธรรม, 2518.