1. ชื่อสมุนไพร           กล้วย

          ชื่อวิทยาศาสตร์ Musa ABB group (triploid) cv. ‘Nam Wa’

          ชื่อวงศ์           MUSACEAE

          ชื่อพ้อง           Musa sapientum L.,

                             Musa paradisiaca L. var sapientum (L.) O. Kutnze

          ชื่ออังกฤษ        Banana, Cultivated banana

          ชื่อท้องถิ่น        กล้วยกะลิอ่อง  กล้วยมะนิอ่อง  กล้วยไข่  กล้วยใต้  กล้วยนาก  กล้วย

                             น้ำว้า  กล้วยเล็บมือ  กล้วยส้ม  กล้วยหอม  กล้วยหอมจันทน์  กล้วยหักมุก 

                             เจก  มะลิอ่อง  ยาไข่  สะกุย

 

2. ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

          ไม้ล้มลุกอายุหลายปี มีลำต้นใต้ดิน ส่วนเหนือดินเป็นลำต้นเทียมเกิดจากกาบใบห่อหุ้มซ้อนกันลักษณะคล้ายลำต้น ใบเดี่ยวขนาดใหญ่ออกเรียงเวียนสลับกัน รูปขอบขนาน ปลายตัด ขอบเรียบ เส้นกลางใบแข็ง มีเส้นใบจำนวนมากออกจากเส้นกลางใบทั้ง 2 ข้าง ขนานกันไปจรดขอบใบ ก้านใบยาว เป็นร่อง ดอกออกเป็นช่อ (เรียกว่า ปลี) ห้อยลง ก้านช่อดอกแข็ง ดอกย่อยแยกเพศอยู่บนต้นเดียวกัน ดอกเพศเมียจะอยู่ตอนล่างของช่อดอกและบานก่อน แต่ละช่อย่อยจะรองรับด้วยใบประดับขนาดใหญ่สีม่วงแดง (กาบปลี) ดอกย่อยรูปทรงกระบอก มีกลีบดอก 6 กลีบ มี 1 กลีบเดี่ยวขนาดเล็ก ที่เหลืออีก 5 กลีบเชื่อมติดกันเป็นหลอดปลายแยกเป็น 5 แฉก ผลทรงกระบอกหรือมีเหลี่ยมเล็กน้อย เปลือกหนาสีเขียว เมื่อสุกเปลือกสีเหลือง มีรสหวานรับประทานได้

 

3. ส่วนที่ใช้เป็นยาและสรรพคุณ

          -ส่วนผลดิบ       รักษาอาการแน่นจุกเสียดและอาการท้องเสีย

 

4. สารสำคัญที่ออกฤทธิ์

          สารแทนนินมีฤทธิ์ฝาดสมาน ใช้แก้อาการท้องเสียได้ สาร sitoindoside (ชนิด I, II, III, IV และ V) และ สาร leucocyanidins มีฤทธิ์ป้องกันการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร และเนื่องจากสารออกฤทธิ์ sitoindoside เป็นกลุ่มสเตียรอยด์ การใช้ในระยะยาวจึงต้องระมัดระวังเรื่องผลข้างเคียง เนื่องจากยังไม่มีผู้ศึกษาพิษแบบเรื้อรังของสารกลุ่มนี้

 

5. ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา

          5.1   ฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของท้องเสีย

       กล้วยมีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของอาการท้องเสีย เช่น Escherichia coli, Bacillus subtilis และแบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรคทัยฟอยด์  

5.2   ฤทธิ์ต้านการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร

                 กล้วยมีฤทธิ์ป้องกันการเกิดแผลในกระเพาะอาหารของหนูแรท หนูตะเภาและหนูเม้าส์ จากอาการข้างเคียงของยาบางชนิด เช่น แอสไพริน เพรดนิโซโลน เป็นต้น  สารสกัดด้วยแอลกอฮอล์ 60% จากกล้วยหอมและกล้วยพาโลดิบ มีฤทธิ์ป้องกันการเกิดแผลในกระเพาะอาหารที่เกิดจาก indomethacin (ยาแก้อักเสบ) แต่มีฤทธิ์ต่ำในการรักษาแผลเรื้อรังที่เกิดจากกรดอะซิติค                          สารแขวนลอย และเพคตินในผลกล้วย และกล้วยดิบ สามารถลดการเกิดแผลในกระเพาะอาหารแบบเฉียบพลันที่เกิดจาก indomethacin ได้ แต่ให้ผลการรักษาที่ไม่ดีกับแผลในกระเพาะอาหารแบบเรื้อรัง   หนูแรทที่กินผลกล้วยป่าดิบหลังจากได้รับแอสไพรินพบว่าสามารถป้องกันการเกิดแผลในกระเพาะอาหารได้ โดยสารสกัดด้วยน้ำจะมีฤทธิ์เป็น 300 เท่าของผงกล้วยดิบ ส่วนกล้วยสุกไม่มีฤทธิ์ แป้งจากผลกล้วยออกฤทธิ์สมานแผลและเพิ่มความแข็งแรงของเยื่อเมือกในทางเดินอาหาร  และเร่งการแบ่งตัวของเซลล์ ทำให้มีการฟื้นตัวของเซลล์เยื่อบุ  นอกจากนี้ยังมีผลกระตุ้นการสร้าง macrophage อันส่งผลให้การรักษาแผลหายเร็วขึ้น  

 

6.  อาการข้างเคียง

          ยังไม่มีรายงาน

 

7. ความเป็นพิษทั่วไปและต่อระบบสืบพันธุ์

7.1  การทดสอบความเป็นพิษ

       การศึกษาวิจัยในประเทศเนเธอร์แลนด์ ถึงผลของสาร 2-trans-hexenal ในกล้วย พบว่า เมื่อให้อาสาสมัครอมกลั้วปากด้วยสารละลาย 2-trans-hexenal ความเข้มข้น 10 ppm (ส่วนในล้านส่วน) เป็นเวลา 3 วัน เกิดพิษต่อยีน แต่เมื่อเปลี่ยนให้อาสาสมัครกินกล้วย 3-6 ผล เป็นเวลา 3 วัน กลับไม่พบความเป็นพิษที่ต่างจากกลุ่มควบคุม   มีรายงานอาการแพ้เนื่องจากยางกล้วย นอกจากนี้ สารเอมีนในกล้วยอาจทำให้เกิดอาการไมเกรน ดังนั้นไม่ควรรับประทานกล้วยป่าดิบ ต้องทำให้สุกก่อน

                 เมื่อฉีดสารสกัดด้วยเอทานอลและน้ำในอัตราส่วน 1:1 จากเปลือกผลแห้ง เข้าช่องท้องหนูเม้าส์ พบว่ามีพิษปานกลาง ส่วนการฉีดน้ำคั้นจากลำต้นเข้าหลอดเลือดแดงใหญ่ของหนูแรท พบว่าทำให้เป็นอัมพาต นอกจากนี้เมื่อให้น้ำคั้นจากลำต้นทางสายยางเข้าสู่กระเพาะอาหารหนู พบว่ามีพิษต่อตับ และทำให้ระดับแคลเซียม ฟอสฟอรัส ออกซาเลท และกรดไกลโคลิกในเลือดลดลง

จากการทดสอบความเป็นพิษแบบเรื้อรังโดยให้หนูแรทกินแป้งจากกล้วยนาน 5 สัปดาห์ ไม่พบความผิดปกติทางสรีรวิทยา  

 

8.  วิธีการใช้

8.1   การใช้กล้วยรักษาอาการแน่นจุกเสียดและอาการท้องเสียตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข (สาธารณสุขมูลฐาน)

ก      ผลกล้วยดิบหรือผลกล้วยดิบที่ฝานบางๆ แล้วตากแห้ง รักษาโรคหรืออาการปวดท้องจุกเสียด  

ข      ผลกล้วยดิบหั่นบางๆ ตากแดดให้แห้งและบดให้ละเอียดเป็นแป้ง ปริมาณ 1-2 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ รับประทานแก้ท้องเสีย

8.2   ยาจากสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติ

                     ไม่มี