1.  ชื่อสมุนไพร           ขมิ้น

          ชื่อวิทยาศาสตร์ Curcuma longa Linn.

          ชื่อวงศ์           ZINGIBERACEAE

          ชื่อพ้อง           Curcuma domestica Valeton

          ชื่ออังกฤษ        Turmeric

          ชื่อท้องถิ่น        ขมิ้นแกง  ขมิ้นชัน  ขมิ้นหยอก  ขมิ้นหัว  ขี้มิ้น  ตายอ  สะยอ หมิ้น

 

2.  ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

          ไม้ล้มลุก มีเหง้าใต้ดิน เนื้อในสีเหลืองอมส้ม มีกลิ่นหอม ใบออกเป็นรัศมีติดผิวดิน รูปหอกแกมขอบขนาน ดอกออกเป็นช่อ ทรงกระบอก แทงออกจากเหง้า  มีใบประดับรูปหอก  สีเขียวอ่อนหรือสีขาว เรียงซ้อนกัน รองรับดอกย่อยแต่ละดอก กลีบเลี้ยงเชื่อมติดกันเป็นรูปท่อ มีขน กลีบดอกสีขาว โคนเชื่อมติดกันเป็นท่อยาวปลายแยกเป็น 3 แฉก เกสรเพศผู้ลักษณะคล้ายกลีบดอก ยอดเกสรเพศเมียรูปปากแตร รังไข่มี 3 ช่อง แต่ละช่องมีไข่อ่อน 2 ใบ

 

3.  ส่วนที่ใช้เป็นยาและสรรพคุณ

          - เหง้าใต้ดินบดเป็นผง     รักษาแผล แมลงกัดต่อย กลากเกลื้อน ป้องกันและรักษาแผลในกระเพาะอาหาร    รักษาอาการท้องเสีย

 

4.  สารสำคัญที่เชื่อว่าเป็นสารออกฤทธิ์ หรือสารที่ใช้ประเมินคุณภาพของสมุนไพร

          ag-turmerone, curcumin และอนุพันธ์ของ curcumin เป็นสารออกฤทธิ์ป้องกันและรักษาแผลในกระเพาะอาหาร

 

5.  ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา

          5.1   ฤทธิ์ต้านการเกิดแผลและสมานแผลในกระเพาะอาหาร และฤทธิ์อื่นๆ ต่อระบบทางเดินอาหาร

                 ขมิ้นมีฤทธิ์สมานแผลในกระเพาะอาหาร โดยเร่งการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อบริเวณที่เป็นแผล ทำให้แผลหายเร็วขึ้น กระตุ้นการหลั่ง mucin มาเคลือบกระเพาะอาหารและยับยั้งการหลั่งน้ำย่อยต่าง ๆ ซึ่งเป็นผลจาก ag-turmerone และ curcumin  การทดลองทางคลินิกในผู้ป่วยที่มีอาการปวดท้องจากแผลในกระเพาะอาหารให้ผลการรักษาเทียบเท่ายาลดกรด (ซึ่งมีตัวยา magnesium trisilicate)

                 การทดลองในผู้ป่วยแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้  มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของแผล 0.5-1.5 เซนติเมตร ซึ่งมีอาการปวดท้องและอาการอื่นที่แสดงถึงภาวะแผลเปื่อยในกระเพาะอาหารและ/หรือลำไส้เล็ก จำนวน 10 คน ให้รับประทานขมิ้นแคปซูลขนาด 250 มิลลิกรัม ครั้งละ 2 แคปซูล วันละ 4 ครั้ง ก่อนอาหารครึ่งชั่วโมง 3 มื้อ และก่อนนอน ติดต่อกันเป็นระยะเวลา 4 สัปดาห์ เมื่อทำการติดตามผลโดยการส่องกล้องในสัปดาห์ที่ 0, 4, 8 และ 12 สัปดาห์หลังจากเริ่มรักษา มีผู้ป่วยที่มีแผลหาย 7 ราย (ร้อยละ 70) โดยแผลหายภายใน 4 สัปดาห์ 5 ราย (ร้อยละ 50) แผลหายภายใน 8 สัปดาห์ 1 ราย (ร้อยละ 10) และแผลหายภายใน 12 สัปดาห์ 1 ราย (ร้อยละ 10)

                 อีกการทดลองทางคลินิก โดยให้ผู้ป่วยโรคแผลในกระเพาะอาหาร (gastric ulcer, GU) จำนวน 5 ราย และแผลที่ลำไส้เล็กส่วนต้น (duodenal ulcer, DU) จำนวน 20 ราย รับประทานยาแคปซูลขมิ้นขนาด 300 มิลลิกรัม ครั้งละ 2 แคปซูล วันละ 5 ครั้ง โดยรับประทานก่อนอาหาร 0.5-1 ชั่วโมง 3 มื้อ เวลา 16.00 น. และก่อนนอน ติดต่อกันเป็นเวลา 12 สัปดาห์ พบว่าผู้ป่วย 12 ราย (DU 9 ราย และ GU 3 ราย) จาก 25 ราย คิดเป็นร้อยละ 48 มีแผลหายภายใน 4 สัปดาห์  ผู้ป่วย 18 ราย (DU 13 ราย และ GU 5 ราย) คิดเป็นร้อยละ 72 มีแผลหายภายใน 8 สัปดาห์ และผู้ป่วย 19 ราย (DU 14 ราย และ GU 5 ราย) คิดเป็นร้อยละ 76 มีแผลหายภายใน 12 สัปดาห์ นอกจากนี้ผู้ป่วยที่แผลหายแล้วจะไม่กลับมาเป็นแผลอีก

                 มีการศึกษาถึงผลของขมิ้นต่อการทำงานของระบบทางเดินอาหารอีกมากมาย พบว่าขมิ้นมีฤทธิ์ลดการบีบตัวของลำไส้ ฤทธิ์ขับน้ำดี  ฤทธิ์ลดอาการแน่นจุกเสียด  และฤทธิ์รักษาอาการท้องเสีย

          5.2   ฤทธิ์ลดการอักเสบ

                 การศึกษาแบบสุ่ม ปกปิดสองฝ่ายเทียบกับยาหลอกและทดลองให้ยาแบบสลับกลุ่มกัน (randomized, double-blind, placebo controlled, cross-over study) ในผู้ป่วยข้อกระดูกอักเสบเรื้อรังจำนวน 42 คน โดยใช้ยาสมุนไพรที่มีส่วนประกอบของเหง้าขมิ้น 50 มิลลิกรัม/แคปซูล 650 มิลลิกรัม พบว่าการได้รับยาสมุนไพรดังกล่าวสามารถลดความเจ็บปวดที่รุนแรงได้

          5.3   ฤทธิ์ต้านการแพ้

                 สาร curcumin และสารสกัดด้วยเอทิลอะซีเตทมีฤทธิ์ต้านการแพ้ โดยออกฤทธิ์ยับยั้งการหลั่งสาร histamine (สารสื่อกลางที่กระตุ้นให้เกิดการแพ้) เมื่อทดลองในหนูแรทและหนูเม้าส์ที่ถูกป้อนขมิ้นเข้าทางปากในขนาด 300 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัม นอกจากนี้ สารสกัดขมิ้นด้วยเอทิลอะซีเตทและบิวทานอลยังมีกลไกการออกฤทธิ์เหมือนยาต้านฮีสตามีน dimaprit ในหลอดทดลองอีกด้วย

          5.4   ฤทธิ์ต้านเชื้อจุลชีพ

                 ขมิ้นมีผลยับยั้งเชื้อแบคทีเรียและสารพิษที่สร้างโดยแบคทีเรียหลายชนิดในหลอดทดลอง เช่น Staphylococci ซึ่งเป็นสาเหตุของหนอง Samonella Shigella และ E.coli ซึ่งเป็นสาเหตุของการติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร และ Streptococcus mutans ที่เป็นสาเหตุของฟันผุ เมื่อให้ผู้ป่วยโรคกระเพาะที่ตรวจพบเชื้อ H. pyroli รับประทานขมิ้นชันวันละ 2 กรัม แบ่งให้วันละ 4 ครั้ง เป็นเวลา 4 สัปดาห์ พบว่าขมิ้นไม่มีผล ฆ่าเชื้อดังกล่าว

                 ขมิ้นสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตและฆ่าเชื้อราที่เป็นสาเหตุของโรคผิวหนังได้หลายชนิด โดยเฉพาะในรูปน้ำมันหอมระเหยจะจะมีฤทธิ์ต้านเชื้อราที่เป็นสาเหตุของโรคกลาก เช่น Microsporum, Trichophyton และ Epidermophyton นอกจากฤทธิ์ต้านเชื้อราในคนแล้ว น้ำมันหอมระเหยจากใบและเหง้าขมิ้น ยังมีฤทธิ์ต้านเชื้อราที่เป็นสาเหตุของโรคราในข้าว 5 ชนิด คือ Rhizoctonia solani, Trichochonis padwickii, Helminthosporium oryzae, Fusarium moniliforme และ Curvularia lunata โดยน้ำมันจากใบจะมีฤทธิ์ดีกว่าน้ำมันจากเหง้า

                 มีการทดลองพบว่าสารสกัดด้วยแอลกอฮอล์และน้ำ (1:1) ความเข้มข้น 125 ไมโครกรัม/มิลลิลิตร มีผลฆ่าเชื้ออะมีบา (Entamoeba histolytica) ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคบิด

          5.5   ฤทธิ์ป้องกันตับอักเสบ

                 สารสกัดของขมิ้นสามารถป้องกันการทำลายตับของหนูแรทจากยาพาราเซตามอล  D-galactosamine เอทานอล ได้จากผลการทดลองกับเซลล์ตับในหลอดทดลอง

          5.6   ฤทธิ์ต้านการกลายพันธุ์และต้านการเป็นพิษต่อยีน

                 สารสกัดด้วยน้ำของขมิ้น สารสกัดด้วยน้ำของขมิ้นที่แยกเอาสาร curcumin ออก  สาร curcumin สารสกัดด้วยเมทานอลของขมิ้น และน้ำมันจากขมิ้นที่แยกเอา oleoresin ออก  มีฤทธิ์ต้านการกลายพันธุ์เมื่อทำการทดสอบในเชื้อแบคทีเรียและในหนูเม้าส์  สารในกลุ่ม phenolic จากขมิ้นมีฤทธิ์ป้องกันความเสียหายของสารพันธุกรรมเมื่อทำการศึกษาในเซลล์ lymphoblastoid TK6 ของมนุษย์  

          5.7   ฤทธิ์สมานแผล

                 ผงขมิ้นที่นำมาผสมกับน้ำแล้วทาแผล พบว่าช่วยเร่งให้แผลที่ไม่ติดเชื้อของกระต่ายและหนูแรทหายได้ร้อยละ 23.3 และร้อยละ 24.2 ตามลำดับ และสามารถเร่งให้แผลที่มีการติดเชื้อของหนูแรทหายได้ร้อยละ 26.2

                 ในการทดลองทางคลินิก โดยทายาสมุนไพรซึ่งมีขมิ้นเป็นส่วนประกอบที่ผิวหนัง พบว่ามีฤทธิ์ช่วยกระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวขึ้นใหม่ เมื่อทดลองใช้ขมิ้นในการรักษาแผลผุพองเปรียบเทียบกับยาปฏิชีวนะในผู้ป่วย 60 ราย แล้ว ติดตามดูแผลพุพองหลังการรักษา 21 วัน พบว่าผู้ป่วยทุกรายหายจากโรค และไม่พบภาวะแทรกซ้อนหรือข้อแตกต่างระหว่างการใช้ขมิ้นและยาปฏิชีวนะ

                 มีการนำสารสกัดด้วยเอทานอลร้อยละ 95 ของขมิ้นมาเตรียมเป็นครีมป้ายปาก  แล้วทำการทดลองเพื่อสังเกตฤทธิ์ในการสมานแผล ในอาสาสมัคร 30 คน พบว่าครีมป้ายปากที่มีสารสกัดขมิ้นชัน 1% มีผลทำให้แผลในปากหายภายใน 1 สัปดาห์

          5.8   ฤทธิ์อื่นๆ

                 ขมิ้นมีโอกาสที่จะพัฒนาเพื่อใช้ในการรักษาโรค cystic fibrosis   ใช้เป็นยาชาเฉพาะที่ (93-95) เป็นส่วนผสมในยาสีฟันเพื่อช่วยขจัดคราบบุหรี่และลดการอักเสบ  และใช้ผสมในยาจีนเพื่อการรักษาและป้องกันเนื้องอกและข้ออักเสบ  อย่างไรก็ตาม ฤทธิ์เหล่านี้ยังต้องทำการศึกษาโดยละเอียดต่อไป

 

6.  อาการข้างเคียง

          ยังไม่มีรายงาน

 

7. ความเป็นพิษทั่วไปและต่อระบบสืบพันธุ์

          7.1   การทดสอบความเป็นพิษ

                 ในการทดสอบความเป็นพิษด้วยสารสกัดขมิ้นชนิดต่างๆ พบว่ามีพิษปานกลางถึงมากเมื่อให้โดยการฉีด  แต่เมื่อป้อนสาร curcumin แก่หนูเม้าส์พบว่ามีความเป็นพิษปานกลาง  สารสกัดขมิ้นมีผลต่ออวัยวะต่างๆ ได้แก่ น้ำหนักปอด หัวใจ อวัยวะสืบพันธุ์ อสุจิ เม็ดเลือด  ต่อมไทรอยด์ เซลล์บุผนังกระเพาะปัสสาวะ ไต ลำไส้ ตลอดจนการกินอาหารที่เปลี่ยนแปลงไป

                 จากการทดลองในคนทั้งเพศชายและเพศหญิง จำนวน 15 คนโดยให้รับประทานขมิ้นขนาด วันละ 2.2 กรัม เป็นเวลา 4 เดือนพบว่าไม่ทำให้เกิดพิษ

          7.2   ความเป็นพิษต่อตัวอ่อน

                 เมื่อให้หนูแรทเพศเมียกินสารสกัดขมิ้นด้วยเอทานอลร้อยละ 95 สารสกัดขมิ้นด้วยน้ำ และ สารสกัดขมิ้นด้วยปิโตรเลียมอีเทอร์ ในขนาด 100 มิลลิกรัม/กิโลกรัม พบความเป็นพิษต่อตัวอ่อน แต่เมื่อป้อนสารสกัดขมิ้นด้วยเอทานอลร้อยละ 95 สารสกัดขมิ้นด้วยน้ำ และสารสกัดขมิ้นด้วยปิโตรเลียมอีเทอร์ ขนาด 200 มิลลิกรัม/กิโลกรัมแก่หนูแรทหรือกระต่ายเพศเมีย พบว่าไม่ก่อให้เกิดความผิดปกติของตัวอ่อน (teratogenic) และเมื่อผสมรากขมิ้นลงไปในอาหารของหนูแรทเพศเมีย ขนาดร้อยละ 0.5 พบว่าไม่ก่อให้เกิดความผิดปกติของตัวอ่อนเช่นกัน

          7.3   ความเป็นพิษต่อตับ

                 ในการศึกษาพิษกึ่งเรื้อรังในหนูเม้าส์และหนูแรทเพศเมีย โดยผสมผงขมิ้น (ร้อยละ 1, และ 5) และสารสกัดขมิ้นด้วยเอทานอลร้อยละ 95 (ความเข้มข้นร้อยละ 0.05 และ ร้อยละ 0.25 ) ในอาหารแล้วให้หนูกิน 14 และ/หรือ 90 วัน พบว่าหนูเม้าส์และหนูแรท ที่ได้รับผงขมิ้นในขนาดร้อยละ 5 เป็นระยะเวลา 90 วัน จะมีน้ำหนักตัวและน้ำหนักตับลดลง และมีเซลล์ของตับตาย  หนูที่ได้รับผงขมิ้นในขนาดร้อยละ 0.2 หรือร้อยละ 1 เป็นระยะเวลา 14 วัน พบพิษต่อตับ โดยพบความเป็นพิษดังกล่าวในหนูเม้าส์มากกว่าในหนูแรท ส่วนสารสกัดขมิ้นด้วยเอทานอลร้อยละ 95  ในขนาดที่ให้ ไม่พบความเป็นพิษ

                 การทดสอบความเป็นพิษเฉียบพลันของผงขมิ้นในหนูแรท พบความเป็นพิษน้อย การทดสอบความเป็นพิษกึ่งเรื้อรัง โดยการป้อนหนูแรทด้วยผงขมิ้นขนาด 500 และ 1000 มิลลิกรัม/กิโลกรัม เป็นเวลา 28 วัน พบว่าค่าต่างๆ ในเลือดซึ่งแสดงถึงการทำงานของตับที่ผิดปกติมีค่ามากขึ้น แต่การได้รับผงขมิ้นในขนาด 1000 มิลลิกรัม/กิโลกรัม เป็นเวลา 28 วัน ไม่พบความเป็นพิษที่รุนแรงในหนูแรท

                 การทดสอบความเป็นพิษของสารในกลุ่ม curcuminoids จากขมิ้นเป็นเวลา 6 เดือน พบว่าหนูแรทในกลุ่มที่ได้รับการป้อนยาแขวนตะกอน curcuminoids ขนาด 50 มิลลิกรัม/กิโลกรัม/วัน มีอัตราการเจริญเติบโตสูงกว่ากลุ่มควบคุมที่ได้รับ tragacanth ซึ่งเป็นส่วนประกอบของยาแขวนตะกอน และไม่ทำให้เกิดความเป็นแปลงค่าทางโลหิต ที่มีความสัมพัทธ์กับขนาดที่ใช้ และในหนูแรทกลุ่มที่ได้รับการป้อนยาแขวนตะกอน curcuminoids ขนาด 250 มิลลิกรัม/กิโลกรัม/วัน พบว่ามีน้ำหนักตัว น้ำหนักสัมพัทธ์ของตับ และระดับ alkaline phosphatase (ALP) สูงกว่ากลุ่มควบคุม แต่ยังอยู่ในช่วงปกติ จากผลการศึกษาทำให้สรุปได้ว่า การที่หนูได้รับ curcuminoids ในขนาดที่ให้ผลทางการรักษาคือ 10 มิลลิกรัม/กิโลกรัม/วัน ติดต่อกันเป็นเวลานาน ไม่ก่อให้เกิดความเป็นพิษ และการให้ curcuminoids ขนาดสูงอาจมีผลต่อการทำงานและโครงสร้างของตับ แต่เป็นความเปลี่ยนแปลงที่กลับเป็นปกติใหม่ได้เมื่อหยุดใช้ curcuminoids

                 ดังนั้นการรับประทานขมิ้นชั้นในขนาดสูงหรือรับประทานติดต่อเป็นเวลานานต้องตรวจการทำงานของตับอย่างสม่ำเสมอเนื่องจากตับอาจทำงานผิดปกติได้

 

8. วิธีการใช้

8.1   ตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข (สาธารณสุขมูลฐาน)

          ก      ใช้รักษาแผล แมลงกัดต่อย โดยใช้ผงขมิ้นชัน 1 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำมันมะพร้าว หรือน้ำมันหมู 2-3 ช้อนโต๊ะ เคี่ยวด้วยไฟอ่อนๆ คนจนน้ำมันกลายเป็นสีเหลือง ใช้น้ำมันที่ได้ใส่แผล หรืออาจตำจนละเอียดคั้นเอาน้ำใส่แผล โดยก่อนใส่แผลอาจผสมน้ำปูนใน สารส้มหรือดินประสิวเล็กน้อยก่อนพอกบริเวณที่เป็นแผล

          ข      ใช้รักษากลาก เกลื้อน โดยผสมผงขมิ้นกับน้ำ แล้วทาบริเวณที่เป็นกลากเกลื้อน 2 ครั้งต่อวัน

8.2   ยาจากสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติ

                 รับประทานครั้งละ 2 – 4 แคปซูล (มีผงขมิ้นชัน 500 มิลลิกรัม – 1 กรัม) วันละ 4 ครั้ง หลังอาหารและก่อนนอน บรรเทาอาการจุดเสียด