1. ชื่อสมุนไพร           บัวบก

          ชื่อวิทยาศาสตร์ Centella asiatica (Linn.) Urban.

          ชื่อวงศ์           UMBELLIFERAE (APIACEAE)

          ชื่อพ้อง           ไม่มี

          ชื่ออังกฤษ        Asiatic pennywort

          ชื่อท้องถิ่น        ผักแว่น, ผักหนอก, ปะหนะ, เอขาเด๊าะ

 

2.  ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

ไม้ล้มลุกอายุหลายปี เลื้อยยาวไปตามพื้นดิน แตกรากและใบตามข้อใบเดี่ยวออกเป็นกระจุกที่ข้อ ข้อละ 2-10 ใบเป็นรูปไต ขอบใบจักมนๆ ดอกออกเป็นช่อคล้ายร่มเดี่ยวๆ หรือมี 2-5 ช่อ ช่อหนึ่งมักมี 3-4 ดอก ก้านช่อดอกเมื่อแรกตั้งตรง ต่อไปจะโค้ง ริ้วประดับมี 2-3 ใบ ก้านดอกย่อยสั้นมาก กลีบดอกสีม่วงอมแดง โคนดอกมีสีจาง เกสรตัวผู้มีขนาดสั้น ผลเป็นผลแห้งไม่มีเนื้อ มีลักษณะแบนและแตกได้

 

3. ส่วนที่ใช้เป็นยาและสรรพคุณ

          -ส่วนใบ           ใช้รักษาอาการอักเสบจากแมลงกัดต่อย และรักษาแผล

 

4. สารสำคัญที่เป็นสารออกฤทธิ์

          สาร asiaticoside, asiatic acid และ madecassic acid  มีฤทธิ์สมานแผลและลดการอักเสบ

 

5. ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา

5.1   ฤทธิ์สมานแผล

       จากการศึกษาโดยให้ผู้ป่วยเบาหวานรับประทานสารสกัดบัวบกในรูปแคปซูลวันละ 6 แคปซูล เป็นเวลา 21 วัน พบว่า กลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับบัวบกมีการสมานแผลและรอยแผลในผู้ป่วยดีขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม และไม่พบอาการข้างเคียงใดๆ นอกจากนี้มีรายงานว่าครีมสารสกัดบัวบกร้อยละ 0.25-1 ช่วยรักษาและสมานผิวหนังในคนสูงอายุ และช่วยรักษาแผลอักเสบและแผลแยกหลังผ่าตัดในผู้ป่วย และลดขนาดแผลเรื้อรังที่เกิดจากอุบัติเหตุได้   ส่วนสารละลายในแอลกอฮอล์ทำเป็นสเปรย์ซึ่งมีสารสำคัญ asiaticoside ร้อยละ 89.5 เมื่อใช้พ่นที่แผลของผู้ป่วย พบว่าสามารถรักษาแผลให้หายได้เกินครึ่ง แต่มีอาการข้างเคียง คือ การไหม้ของผิวหนัง (burning sensation)  

                 เมื่อป้อนสารสกัดด้วยเอทานอลร้อยละ 95 จากใบเข้าทางปากและทาที่แผลของหนูแรท พบว่ามีผลเพิ่มการเจริญเติบโตของเซลล์เยื่อบุผิว และเพิ่มการสร้างคอลลาเจน                                        นอกจากนี้ยังมีผลเร่งการสร้างเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน เพิ่มปริมาณคอลลาเจนและกรด uronic (ช่วยในการสมานแผลและเพิ่มความยืดหยุ่นของผิวหนัง)ในหนูแรท  และกระตุ้นการแสดงออกของยีนที่เกี่ยวข้องกับการสร้างหลอดเลือดและเนื้อเยื่อประสาน   เมื่อใช้ครีม ขี้ผึ้งและเจลที่มีสารสกัดด้วยน้ำจากบัวบกร้อยละ 5 ทาที่แผลของหนูขาว พบว่ามีผลสมานแผลในเยื่อบุผิว เพิ่มการสร้างคอลลาเจน เพิ่มความแข็งแรงของเนื้อเยื่อ โดยผลิตภัณฑ์ในรูปเจลจะให้ผลดีกว่าขี้ผึ้งและครีม  

          5.2  ฤทธิ์ลดการอักเสบ

       เมื่อนำผลิตภัณฑ์รูปแบบต่างๆ ได้แก่ สบู่เหลวล้างหน้าและตัว โลชั่น และซีรั่มทาผิว ที่มียาเตรียมบัวบกผสมอยู่ร้อยละ 1, 1.5 และ 3 ตามลำดับ มาทดลองใช้กับผู้ป่วยที่มีผิวหนังอักเสบเรื้อรัง พบว่าสามารถลดการอักเสบของผิวหนังได้ การให้คนรับประทานผงแห้งจากส่วนเหนือดินของบัวบก จะสามารถลดอาการอักเสบได้  ในปัจจุบันมีการจดสิทธิบัตรสารสกัดบัวบกซึ่งประกอบด้วยสาร madecassoside และ terminoloside สำหรับใช้ในเครื่องสำอางและใช้เป็นยาลดการอักเสบ และตำรับยารับประทานซึ่งมีบัวบกเป็นส่วนประกอบ เพื่อใช้รักษาการอักเสบของไตและกรวยไต กระเพาะปัสสาวะ และทางเดินปัสสาวะ

       จากการทดลองในหนูพบว่าสารสกัดเอทานอลจากใบ จะมีฤทธิ์ลดการอักเสบอย่างอ่อนในหนูแรท  เมื่อป้อนสารสกัดด้วยน้ำจากทั้งต้นและสารละลายที่มีสารสำคัญ asiaticoside พบว่ามีผลลดการอักเสบในหนูแรทที่ถูกเหนี่ยวนำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหารด้วยกรดอะซีติก นอกจากนี้ พบว่าสารซาโปนินและไทรเทอร์ปีนจากบัวบกสามารถลดการอักเสบและอาการบวมในหนูเม้าส์ที่ถูกเหนี่ยวนำให้เกิดอาการบวมที่หู  นอกจากนี้เมื่อใช้ขี้ผึ้ง MadecassolÒ  (สารสกัดจากบัวบก) ซึ่งประกอบด้วยสาร asiatic acid, madecassic acid และ asiaticoside ทาที่ผิวหนังหนูซึ่งเกิดการอักเสบจากการฉายรังสี จะช่วยลดการอักเสบได้

5.4   ฤทธิ์ต้านฮีสตามีน

       สารสกัดใบบัวบกด้วยแอลกอฮอล์ผสมน้ำในอัตราส่วน 1:1 ใช้ทาภายนอกจะสามารถลดการแพ้ได้ และช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวด หรืออักเสบเนื่องจากแมลงกัดต่อย

5.5   ฤทธิ์แก้ปวด

       สารสกัดด้วยเอทานอลจากใบและจากทั้งต้น มีฤทธิ์แก้ปวด เมื่อทดสอบในหนูแรทและหนูเม้าส์

5.6   ฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย

                 สารสกัดจากส่วนราก ใบและส่วนเหนือดิน รวมทั้งน้ำมันหอมระเหยจากบัวบก มีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียหลายชนิด เช่น Bacillus subtilis, Escherichia coli, Proteus vulgaris และ Pseudomonas cichorii  มีรายงานว่าอนุพันธ์บางชนิดของ asiaticoside สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อวัณโรคในหลอดทดลอง และลดร่องรอยโรคที่เกิดจากเชื้อวัณโรคในตับ ปอด ปมประสาทของหนูตะเภาที่ทำให้เป็นวัณโรคได้

          5.7   ฤทธิ์ต้านเชื้อรา

       สารสกัดเอทานอลจากทั้งต้น มีผลต้านเชื้อราที่ทำให้เกิดโรคกลาก ได้แก่ Trichophyton mentagrophytes  และ T. rubrum ในขณะที่สารสกัดด้วยน้ำร้อน ไม่พบว่ามีผลต้านเชื้อราทั้ง 2 ชนิดนี้    ส่วนน้ำมันหอมระเหยจะมีฤทธิ์ต้านเชื้อรา Aspergillus niger, Rhizopus oryzae, Fusarium solani, Candida albicans และ Colletotrichum musae

5.8  รักษาแผลในกระเพาะอาหาร

       จากการทดสอบในหนูแรทพบว่า สารสกัดด้วยเอทานอล และสารสกัดด้วยน้ำจากทั้งต้นและจากใบ มีฤทธิ์รักษาแผลในกระเพาะอาหารในหนูที่ถูกเหนี่ยวนำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหารด้วยความเครียดและกรดเกลือในเอทานอล  โดยจะลดขนาดของแผล เพิ่มจำนวนของหลอดเลือดขนาดเล็กในเนื้อเยื่อ เพิ่มจำนวนและการกระจายของเซลล์ที่บริเวณแผล  ซึ่งสอดคล้องกับการทดลองในคนที่รับประทานสารสกัดจากบัวบก (Madecassol) พบว่าช่วยรักษาแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้ได้

 

6.  อาการข้างเคียง

          ยังไม่มีรายงาน

 

7. ความเป็นพิษทั่วไปและต่อระบบสืบพันธุ์

7.1  การทดสอบความเป็นพิษ

                 มีรายงานการแพ้และอักเสบต่อผิวหนังในคน เมื่อใช้ผงแห้ง  สารสกัดที่มีกลัยโคไซด์จากบัวบกร้อยละ 2   สารสกัดด้วยน้ำ สารสกัดจากทั้งต้นในความเข้มข้นร้อยละ 2 และสารสกัด Madecassol ที่ประกอบด้วย asiatic acid, madecassic acid และ asiaticoside ทาภายนอก   

                 อย่างไรก็ตามไม่พบความเป็นพิษเมื่อฉีดสารสกัดด้วยเอทานอล 50% เข้าทางช่องท้องหนูเม้าส์หรือเข้าใต้ผิวหนังหรือให้ทางปากของหนูแรทในขนาดสูง และยังพบว่าไม่มีผลต่อการฝังตัวของตัวอ่อน เมื่อทดสอบความเป็นพิษกับสารซาโปนินจากทั้งต้นในขนาดร้อยละ 2 ไม่พบว่ามีผลฆ่าเชื้ออสุจิของคน

 

8.  วิธีการใช้บัวบกรักษาแมลงกัดต่อย และรักษาแผล

8.1   การใช้บัวบกรักษาแมลงกัดต่อย และรักษาแผล ตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข (สาธารณสุขมูลฐาน)

                 ใช้ใบขยี้ทาแก้แมลงกัดต่อย หรือใช้ส่วนใบสด พอกที่แผลสด วันละ 2 ครั้ง

8.2   ยาจากสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติ

                            ทำความสะอาดแผลด้วยยาฆ่าเชื้อก่อนทาครีมที่มีสารสกัดจากบัวบกสดร้อยละ 7 โดยน้ำหนัก  ทาบริเวณที่เป็นแผลวันละ 1 – 3 ครั้ง หรือตามแพทย์สั่ง หากใช้แล้วไม่ดีขึ้นภายใน 2 สัปดาห์ ให้หยุดใช้

                 ควรเก็บครีมใบบัวบกในที่เย็น อุณหภูมิไม่เกิน 25 องศาเซลเซียส