1. ชื่อสมุนไพร           ฟ้าทะลายโจร

          ชื่อวิทยาศาสตร์ Andrographis paniculata ( Burm.f. ) Wall. ex Nees

          ชื่อวงศ์           ACANTHACEAE

          ชื่อพ้อง           ไม่มี

          ชื่ออังกฤษ        Creat, Kariyat, Indian Echinacea

          ชื่อท้องถิ่น        ซีปังกี  ฟ้าทะลาย  หญ้ากันงู

 

2. ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

          เป็นไม้ล้มลุกมีอายุฤดูเดียว สูง 30-60 เซนติเมตร ลำต้นตั้งตรง กิ่งก้านเป็นสันสี่เหลี่ยม ใบเป็นใบเดี่ยวมีสีเขียวเข้ม  ออกเรียงตรงข้าม รูปคล้ายใบหอก โคนใบและปลายใบแหลม ขอบใบเรียบหรือเป็นคลื่นเล็กน้อย ดอกออกเป็นช่อแยกแขนงออกที่ซอกใบและปลายกิ่ง  ดอกย่อยมีสีขาว กลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอด  ส่วนปลายกลีบแยกเป็น 2 ปาก ปากบนมี 3 กลีบ แต้มแถบสีม่วงแดง ปากล่างมี  2 กลีบ เกสรเพศผู้มี 2 อัน ผลเป็นฝักรูปทรงกระบอก ข้างในมีเมล็ดรูปไข่สีน้ำตาล

 

3. ส่วนที่ใช้เป็นยาและสรรพคุณ

          - ใบ              รักษาท้องเสีย ไอ เจ็บคอ ฝี

 

4. สารสำคัญที่เชื่อว่าเป็นสารออกฤทธิ์

          สารสำคัญในการออกฤทธิ์ คือ Andrographolide และอนุพันธ์ มีฤทธิ์ลดการบีบตัวของลำไส้ ต้านเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของอาการท้องเสีย ช่วยรักษาอาการไอ เจ็บคอ ป้องกันและบรรเทาหวัด

 

5. ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา

          5.1   ฤทธิ์ต่อระบบทางเดินอาหาร ช่วยรักษาอาการท้องเสีย

       จากการทดลองรักษาอาการท้องเสียในผู้ป่วยโรคอุจจาระร่วงเฉียบพลันและติดเชื้อแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดโรคบิด จำนวน 200 ราย เป็นชาย 98 ราย หญิง 102 ราย  ให้รับประทานผงฟ้าทะลายโจรบรรจุแคปซูล ขนาด 250 มิลลิกรัม โดยแบ่งเป็น 2 แผนการรักษา คือ 500 มิลลิกรัม ทุก 6 ชั่วโมง นาน 3 วัน และขนาด 1 กรัม ทุก 12 ชั่วโมง นาน 2 วัน พบว่าฟ้าทะลายโจรให้ผลการรักษาดีเช่นเดียวกับยาเตตร้าซัยคลิน ช่วยลดระยะเวลาที่ต้องนอนพักในโรงพยาบาล  ลดปริมาณน้ำเกลือที่ให้ทดแทน และลดปริมาณการถ่ายอุจจาระเหลวทั้งจำนวนครั้งและระยะเวลาที่ถ่ายได้ทั้ง 2 แผนการรักษา โดยการรับประทานในขนาด 1 กรัม จะได้ผลดีกว่าขนาด 500 มิลลิกรัม  อย่างไรก็ดีเมื่อเปรียบเทียบผลต่อเชื้ออหิวาตกโรคในอุจจาระผู้ป่วย ฟ้าทะลายโจรลดจำนวนเชื้ออหิวาตกโรคได้ไม่ดีเท่ากับเตตร้าซัยคลิน แต่ลดจำนวนเชื้อบิดได้ดีกว่า

                 จากการศึกษาในอาสาสมัครสุขภาพดี 2 การศึกษา  โดยในการทดลองหนึ่งให้รับประทานฟ้าทะลายโจรขนาด 500 มิลลิกรัม 4 ราย  และ 1,000 มิลลิกรัม 6 ราย  และอีกการทดลองให้รับประทานฟ้าทะลายโจรขนาด 1, 2, 3 และ 6 กรัม นาน 1 สัปดาห์ ทำการเจาะเลือดแยกซีรัมมาทดสอบฤทธิ์ต้านแบคทีเรีย พบว่าฟ้าทะลายโจรมีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของอาการท้องเสียได้น้อยกว่ายาแอมพิซิลลิน จากการทดลองในผู้ป่วย 3 ราย  รายที่หนึ่งรับประทานฟ้าทะลายโจรขนาด 500 มิลลิกรัม วันละ 4 ครั้ง ติดต่อกัน 2 วัน เจาะเลือดและปัสสาวะก่อนและหลังรับประทานยา 48 ชั่วโมง  รายที่สองรับประทานยาฟ้าทะลายโจรจากประเทศจีน 2 หลอดๆละ 250 มิลลิกรัม เจาะเลือดก่อนและหลังรับประทานยา 2 ชั่วโมง และรายที่สามฉีดฟ้าทะลายโจรขนาด 100 มิลลิกรัม ใน 2 มิลลิลิตร เข้ากล้ามเนื้อ แล้วทำการเจาะเลือดก่อนและหลังฉีดยา 1 ชั่วโมง นำเลือดและปัสสาวะไปทดสอบฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย พบว่าฟ้าทะลายโจรทุกขนาด ทั้งกินและฉีด ไม่มีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียที่เกี่ยวข้อง

จากการศึกษาโดยใช้สารสกัดฟ้าทะลายโจรชนิดต่างๆ ในสัตว์ทดลองพบว่ามีฤทธิ์ลดการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อลำไส้และท่อนำอสุจิ  การศึกษาในหลอดทดลองแสดงให้เห็นว่าฟ้าทะลายโจรมีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดโรคท้องเสีย อย่างไรก็ตามในบางการศึกษาให้ผลขัดแย้งกัน            

          5.2   ฤทธิ์ต่อระบบทางเดินหายใจ ช่วยรักษาอาการไอ เจ็บคอ ป้องกันและบรรเทาหวัด

                 จากการศึกษาการใช้ฟ้าทะลายโจรเพื่อรักษาอาการไข้และเจ็บคอเปรียบเทียบกับยาลดไข้พาราเซตามอล พบว่ากลุ่มที่ได้รับฟ้าทะลายโจรขนาด 6 กรัมต่อวัน จะมีอาการไข้และการเจ็บคอลดลงในวันที่ 3 ซึ่งดีกว่ากลุ่มที่ได้รับฟ้าทะลายโจร 3 กรัม/วัน หรือได้รับพาราเซตามอล   แต่การติดตามผลเมื่อหลัง 7 วันพบว่าผลการรักษาไม่ต่างกัน และฟ้าทะลายโจรไม่ให้ผลต้านเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของการเจ็บคอ

                 ในการศึกษาเปรียบเทียบการใช้ฟ้าทะลายโจรเพื่อป้องกันหวัด ซึ่งทำในช่วงฤดูหนาว โดยให้นักเรียนรับประทานยาเม็ดฟ้าทะลายโจรแห้ง ขนาด 200 มิลลิกรัม/วัน ติดตามผลไปในเดือนแรกของการทดลองไม่พบความแตกต่างระหว่างกลุ่มที่รับประทานยาและกลุ่มควบคุม แต่หลังจาก 3 เดือนของการทดลองพบว่าอุบัติการณ์การเป็นหวัดในกลุ่มที่ได้ฟ้าทะลายโจรลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม โดยอัตราการเป็นหวัดในกลุ่มที่ได้รับฟ้าทะลายโจรเท่ากับร้อยละ 20 ในขณะที่กลุ่มควบคุมมีอัตราการเป็นหวัดเท่ากับร้อยละ 62   อาจสรุปได้ว่าฟ้าทะลายโจรให้ผลป้องกันของยา (the attributable protective effect) เท่ากับร้อยละ 33   

       จากการศึกษาเปรียบเทียบการใช้ฟ้าทะลายโจรเพื่อรักษาหวัด โดยใช้ยาเม็ด Kan-Jang (ใน 1 เม็ด ประกอบด้วยสารสกัดฟ้าทะลายโจร 85 มิลลิกรัม ประกอบด้วย andrographolide และ deoxyandrographolide 5.25 มิลลิกรัม และ Acanthopanax senticosus 9.7 มิลลิกรัม ซึ่งมี eleutheroside B และ E ร้อยละ 2) ในผู้ป่วยโรคหวัด อายุ 18-60 ปี จำนวน 61 คน โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มทดลอง 33 คน ได้ยาเม็ดฟ้าทะลายโจร 1,200 มิลลิกรัม/วัน และกลุ่มควบคุม 28 คน ได้ยาหลอก ทำการประเมินผลจากคะแนนรวมของอาการแสดงในแบบประเมินตนเอง  เช่น เจ็บคอ น้ำมูก คัดจมูก ปวดหู ไอ ตัวร้อน ปวดหัว รู้สึกไม่สบายตัว และ ผลการตรวจของแพทย์ ได้แก่ เยื่อเมือกในช่องจมูกอักเสบ ไซนัสอักเสบและปวดศีรษะ ต่อมน้ำเหลืองโต ในวันที่ 4 ของการทดลอง พบว่ากลุ่มที่ใช้ฟ้าทะลายโจรมีระยะเวลาของการเป็นโรคหวัดสั้นลง  ในขณะที่อีกการศึกษาพบว่าในวันที่ 2 ของการทดลอง กลุ่มที่ได้รับฟ้าทะลายโจรจะมีอาการเหนื่อยและอาการนอนไม่หลับ อาการเจ็บคอและมีน้ำมูกลดลง เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม และในวันที่ 4 ของการทดลองกลุ่มที่ได้รับฟ้าทะลายโจรจะมีอาการทุเลาเร็วกว่าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยเฉพาะอาการเจ็บคอ มีน้ำมูก และปวดหู  และไม่พบผลข้างเคียงใดๆ  การศึกษาในผู้ป่วยโรคหวัด โดยให้กลุ่มทดลองรับประทานยาเม็ด Kan Jang ครั้งละ 3 เม็ด 4 ครั้ง/วัน ทำการประเมินผลอาการแสดงด้วยแบบประเมินตนเองของผู้ป่วย เทียบกับการประเมินโดยแพทย์ ผลการทดลองพบว่าผู้ป่วยยอมรับและทนต่อการใช้ยาฟ้าทะลายโจร ได้มากกว่าร้อยละ 80   ผลการประเมินตนเองพบว่าคะแนนของอาการที่ดีขึ้นไม่แตกต่างกันระหว่างกลุ่มทดลองกับกลุ่มควบคุม และกลุ่มทดลองมีความแตกต่างของคะแนนรวมมากกว่ากลุ่มควบคุมร้อยละ  30  แต่เมื่อพิจารณาแยกตามกลุ่มอาการพบว่า กลุ่มทดลองจะมีอาการเจ็บคอลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ  ผลการทดลองในระยะยาว พบว่าคะแนนที่ผู้ป่วยประเมินตนเองกับการประเมินของแพทย์  ของกลุ่มทดลองจะดีขึ้น เมื่อแยกตามอาการแล้ว กลุ่มทดลองจะมีอาการปวดกล้ามเนื้อ ไอ คอแห้ง ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ  หลังจากการทดลอง 3 วัน กลุ่มทดลอง 14 ใน 89 คน ต้องการการรักษาเพิ่มเติม ในขณะที่กลุ่มควบคุมต้องการการรักษาเพิ่มเติม 44 คน ใน 90 คน   จากการศึกษาทางคลินิกในผู้ที่มีการติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจส่วนบนอย่างเฉียบพลัน รวมทั้งโพรงจมูกอักเสบ โดยให้รับประทานยา Kan Jang  ครั้งละ 4 เม็ด 3 ครั้ง/วัน นาน 5 วัน ทำการวัดผลโดยให้คะแนนจากการประเมินอุณหภูมิ อาการปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ อาการแสดงทางคอ ไอ อาการแสดงทางจมูก ความรู้สึกไม่สบายตัว และอาการทางตา  พบว่าคะแนนรวมทั้งหมดของกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุม โดยจะมีอาการปวดศีรษะ อาการทางจมูก อาการทางคอ และความรู้สึกไม่สบายตัวลดลง ในขณะที่ อาการไอและอาการทางตาไม่แตกต่าง อุณหภูมิในกลุ่มทดลองจะลดลงปานกลาง

ในการศึกษาเปรียบเทียบยา Kan Jang และ Immunal (ประกอบด้วยสารสกัดจาก Echinacea purpurea) ร่วมกับการรักษาตามปกติ ในเด็กอายุ 4-11 ปี ซึ่งเป็นหวัดแต่ไม่มีอาการแทรกซ้อน ไม่ระบุขนาดยาที่ใช้นาน 10 วัน พบว่าการให้ Kan Jang ร่วมกับการรักษาตามปกติให้ผลดีกว่า Immunal และกลุ่มควบคุม โดยเฉพาะในคนที่เริ่มมีอาการระยะแรก อาการที่เห็นได้ชัดว่าทุเลาลง คือ น้ำมูกและการบวมคั่งในจมูกลดลง ไม่พบผลข้างเคียง ส่วน Immunal ไม่มีผลดังกล่าว

จากการศึกษาในหลอดทดลองพบว่าสารสกัดฟ้าทะลายโจร ซึ่งมีสารสำคัญคือ andrographolide และอนุพันธ์ต่างๆ มีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ  และมีผลควบคุมการทำงานของเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกัน ส่งผลลดการอักเสบและเพิ่มภูมิคุ้มกัน นอกจากนี้การศึกษาในสัตว์ทดลองยังพบว่าสารสกัดมีฤทธิ์ลดไข้อีกด้วย

 

6. อาการข้างเคียง

          ยังไม่มีรายงาน

 

7. ความเป็นพิษทั่วไปและต่อระบบสืบพันธุ์

7.1   การทดสอบความเป็นพิษ

       ให้หนูเม้าส์กินยาแขวนตะกอนจากผงใบแห้งขนาด 2 กรัม/กิโลกรัม สารสกัดด้วยแอลกอฮอล์ขนาด 2.4 กรัม/กิโลกรัม และ andrographolide ขนาด 3 กรัม/กิโลกรัม และสารสกัดด้วยอัลกอฮอล์ร้อยละ 50 ขนาด 15 กรัม/กิโลกรัม ไม่พบว่ามีหนูตาย  จากการศึกษาพิษจากสารสกัดในความเข้มข้นอื่นๆ ที่ให้โดยการกินเช่นกัน พบว่าทำให้เกิดพิษเล็กน้อยหรือแทบจะไม่ก่อให้เกิดพิษ แสดงว่าการรับประทานใบฟ้าทะลายโจรมีความปลอดภัย

       การฉีดสารสกัดด้วยซาโปนิน อีเทอร์, ปิโตรเลียมอีเทอร์, เอทิลอีเทอร์, เมทานอล และส่วนสกัดที่แยกได้จากสารสกัดด้วยเอทิลอีเทอร์ และส่วนสกัดที่แยกได้จากสารสกัดด้วยเมทานอล เข้าช่องท้องหนูเม้าส์ในขนาดต่างๆ กันพบว่าในขนาดต่ำ (100-300 มิลลิกรัม/กิโลกรัม) จะทำให้สัตว์ทดลองเพลีย หายใจเร็ว กล้ามเนื้ออ่อนแรง และเฉื่อยชาขึ้น  มีการรับรู้และการเคลื่อนไหวลดลง กล้ามเนื้ออ่อนแรง ที่ขนาดสูง (1000 มิลลิกรัม/กิโลกรัม) จะทำให้สัตว์ทดลองมีอาการคล้ายกับในขนาดต่ำ สัตว์ทดลองบางตัวชัก สั่นและอาจพบว่าทำให้สัตว์ทดลองตายด้วย

                 ในการทดสอบพิษกึ่งเรื้อรัง โดยให้หนูเม้าส์กินผงยาขนาด 200 และ 400 มิลลิกรัม/กิโลกรัม วันเว้นวัน นาน 4 สัปดาห์ หรือให้หนูแรทเพศผู้กินสารสกัดในขนาด 50, 100 และ 150 มิลลิกรัม/กิโลกรัม วันเว้นวัน นาน 14 สัปดาห์ ไม่พบความผิดปกติใดๆ  แต่หนูแรทที่ได้รับฟ้าทะลายโจรขนาด 150 มิลลิกรัม/กิโลกรัมจะมีอัตราการเจริญเติบโตช้าลงเล็กน้อย  เมื่อให้หนูกินสารสกัดด้วยเอทานอลร้อยละ 70  ขนาด 1 กรัม/กิโลกรัม นาน 60 วัน ไม่พบพิษต่อระบบสืบพันธุ์เพศผู้   และเมื่อให้หนูแรทกินน้ำยาแขวนตะกอนฟ้าทะลายโจรขนาด 0.12, 1.2 และ 2.4 กรัม/กิโลกรัม/วัน นาน 6 เดือน ก็ยังไม่พบพิษใด ๆ

7.2  ผลต่อระบบสืบพันธุ์

       การทดสอบความเป็นพิษของฟ้าทะลายโจรต่อระบบสืบพันธุ์ โดยป้อนสารสกัดมาตรฐาน (สกัดด้วยแอลกอฮอล์ร้อยละ 70) ให้หนูแรทในขนาด 20, 200 และ 1,000 มิลลิกรัม/กิโลกรัม เป็นเวลา 60 วัน ไม่พบพิษต่ออวัยวะสืบพันธุ์  แต่มีรายงานว่าเมื่อให้อาหารที่ผสมลำต้นฟ้าทะลายโจรในสัดส่วน 40 มิลลิกรัมต่อตัวกับหนูเม้าส์นาน 14 วัน แล้วจึงปล่อยให้ผสมพันธุ์ โดยยังคงให้อาหารที่ผสมฟ้าทะลายโจรต่ออีก 3 สัปดาห์ พบว่าหนูเพศเมียเป็นหมัน   เมื่อให้อาหารที่มีส่วนผสมของราก ลำต้น และใบฟ้าทะลายโจรร้อยละ 0.75 แก่หนูเม้าส์พบว่าการได้รับอาหารที่มีส่วนผสมของลำต้นร้อยละ  0.75  นาน 3 สัปดาห์ขึ้นไปเท่านั้นที่มีผลทำให้หนูเพศผู้เป็นหมัน  ซึ่งสอดคล้องกับรายงานว่าฟ้าทะลายโจรทำให้การผลิตอสุจิลดลงเมื่อกรอกผงใบฟ้าทะลายโจรให้หนูแรทในขนาด 20 มิลลิกรัม/ตัว เป็นเวลา 60 วัน จะพบการเปลี่ยนแปลงของเนื้อเยื่อที่ทำหน้าที่สร้างและเก็บอสุจิ   และเมื่อป้อน andrographolide 2 ขนาดให้หนูแรทอายุ 3 เดือน เป็นเวลา 48 วัน พบว่าการผลิตอสุจิลดลง อสุจิไม่เคลื่อนไหว และบางตัวมีความผิดปกติเช่นเดียวกับเมื่อให้ผงฟ้าทะลายโจร ผู้วิจัยจึงแนะนำว่าอาจนำมาใช้เป็นยาคุมกำเนิดชาย

 

8. วิธีการใช้

8.1   ตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข (สาธารณสุขมูลฐาน)

          ก      ใช้ฟ้าทะลายโจรรักษาอาการท้องเสีย โดยใช้แคปซูลของผงใบฟ้าทะลายโจรขนาด 250 มิลลิกรัม จำนวน 2 แคปซูล รับประทาน 4 ครั้งต่อวัน

     ใช้ฟ้าทะลายโจรรักษาอาการไอและเจ็บคอ โดยนำใบฟ้าทะลายโจรสดตากแห้งในร่ม บดเป็นผงละเอียด นำมาปั้นเป็นยาลูกกลอน ขนาดปลายนิ้วก้อย ผึ่งลมให้แห้ง รับประทาน 3-6 เม็ด วันละ 4 ครั้ง 3 เวลา หลังอาหารและก่อนนอน หรือใช้แคปซูลของผงใบฟ้าทะลายโจร ขนาด 250 มิลลิกรัม จำนวน 2 แคปซูล รับประทานวันละ 4 ครั้งหลังอาหารและก่อนนอน

     ใช้ฟ้าทะลายโจรรักษาฝี โดยนำใบค่อนข้างแก่ประมาณ 1 กำมือ แล้วเอาเกลือ 3 เม็ด ใส่ผสมตำรวมกันในครกพอละเอียดดี เอาสุราครึ่งถ้วยชา น้ำครึ่งช้อนชา ใส่รวมลงไปคนให้เข้ากันดีเทน้ำกินค่อนถ้วยชา กากที่เหลือพอกแผลฝี แล้วเอาผ้าสะอาดพันไว้ พอกใหม่ๆจะรู้สึกปวดนิดหน่อย

8.2   ยาจากสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติ

                 ยาแคปซูล ยาเม็ด ที่มีผงฟ้าทะลายโจรแห้ง 250 มิลลิกรัม และ 500 มิลลิกรัม

                 บรรเทาอาการท้องเสียไม่ติดเชื้อ รับประทานครั้งละ 500 มิลลิกรัม – 2 กรัม วันละ 4 ครั้ง หลังอาหาร

                 บรรเทาอาการเจ็บคอ รับประทานวันละ 3 – 6 กรัม แบ่งให้วันละ 4 ครั้ง หลังอาหารและก่อนนอน

                 บรรเทาอาการหวัด รับประทานวันละ 1.5 – 3 กรัม แบ่งให้วันละ 4 ครั้ง หลังอาหารและก่อนนอน