1.  ชื่อสมุนไพร           ว่านหางจระเข้

          ชื่อวิทยาศาสตร์ Aloe vera (Linn.) Burm. f.

          ชื่อวงศ์           ALOACEAE

          ชื่อพ้อง           Aloe barbardensis Mill.

                   Aloe indica Royle

          ชื่ออังกฤษ        Aloe, Barbados aloe, Crocodile’ tongue, Indian aloe, Jafferbad, Mediteranean aloe, Star cactus, True aloe

          ชื่อท้องถิ่น        ว่านไฟไหม้, หางตะเข้

 

2. ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

          ไม้ล้มลุก มีข้อและปล้องสั้น ใบเดี่ยว ออกเรียงเวียนรอบต้น โคนใบใหญ่ ปลายใบแหลม ขอบใบมีหนามแหลม แผ่นใบหนาอวบน้ำมาก ข้างในเป็นวุ้นใส น้ำยางสีน้ำตาลอมเหลือง ดอกเป็นช่อแตกออกที่ปลายยอด โคนดอกย่อยเชื่อมติดกันเป็นหลอด  ปลายกลีบดอกแยกเป็น 6 แฉก สีส้มแกมเหลือง ผลเป็นผลแห้ง แตกได้

 

3.  ส่วนที่ใช้เป็นยาและสรรพคุณ

          - วุ้นจากใบ                ใช้รักษาแผลน้ำร้อนลวก ผิวหนังอักเสบ บวม แมลงกัดต่อย เริม และฝี

          - ยางจากใบและต้น       ใช้รักษาอาการท้องผูก

 

4. สารสำคัญที่เป็นสารออกฤทธิ์

          สารสำคัญในการออกฤทธิ์สมานแผลคือ aloctin A และ aloctin B  สารสำคัญในการออกฤทธิ์ลดการอักเสบ คือ aloctin A, veracylglucan B และ C และ bradykininase  ส่วน traumatic acid ออกฤทธิ์รักษาแผลในกระเพาะอาหาร  สารกลุ่ม anthraquinones ออกฤทธิ์เพิ่มการบีบตัวของลำไส้ ลดอาการท้องผูก

 

5. ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา

          5.1   ฤทธิ์รักษาแผลในกระเพาะอาหาร

                 จากการทดลองในผู้ป่วยที่มีแผลในกระเพาะอาหาร 12 ราย โดยนำน้ำวุ้นว่านหางจระเข้มาเตรียมให้อยู่ในรูป emulsion แล้วให้ผู้ป่วยรับประทานครั้งละ 2 - 2.5 ออนซ์ (1 fluid ounce เท่ากับ 30 มิลลิลิตร) พบว่าผู้ป่วยทุกรายหาย  เชื่อว่าสารออกฤทธิ์ที่สำคัญคือ traumatic acid ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่พบในพืช ปะปนอยู่กับวุ้นในใบ (มิวซิเลจ) ต่างๆ ออกฤทธิ์โดยลดการหลั่งกรดและน้ำย่อยในกระเพาะอาหาร และสารประกอบในวุ้นในใบได้แก่ manuronic และ glucuronic acid ช่วยป้องกันการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร

          ในปัจจุบันมีการจดสิทธิบัตรตำรับยาที่มีผงว่านหางจระเข้เป็นส่วนประกอบ มีสรรพคุณในการรักษาโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร เช่น แผลในกระเพาะอาหาร แผลที่ลำไส้เล็กส่วนต้น (duodenal ulcer) กระเพาะอาหารอักเสบเรื้อรัง การหลั่งกรดในกระเพาะอาหารมากเกินไป ปวดแสบปวดร้อนในกระเพาะอาหาร กระเพาะอาหารมีการหดเกร็งและการย่อยอาหารไม่ดี  นอกจากนี้ยังมีการนำสารโพลีแซคคาไรด์ในว่านหางจระเข้ มาทำเป็นยารักษาโรคแผลในกระเพาะอาหารเรื้อรังและแผลที่ลำไส้เล็กส่วนต้นเรื้อรัง

          การศึกษาฤทธิ์รักษาแผลในกระเพาะอาหารในหนูแรทของวุ้นว่านหางจระเข้มีหลายแห่ง ซึ่งพบการศึกษาทั้งที่ไม่ให้ผลการรักษา และให้ผลการรักษาดี โดยพบว่าสารออกฤทธิ์คือ aloctin A, aloctin B และ polysaccharide

นอกจากการศึกษาโดยใช้ส่วนของวุ้นแล้วยังมีการศึกษากับสารสกัดว่านหางจระเข้  พบว่าได้ผลในการป้องกันการเกิดแผลและรักษาแผลในกระเพาะอาหารเช่นกัน แต่กลไกการออกฤทธิ์ไม่เกี่ยวข้องกับการสังเคราะห์ prostaglandin ชนิดที่มีผลป้องกันการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร  หรือลดการหลั่งน้ำย่อยและกรด อย่างไรก็ตามมีบางการศึกษากลับพบว่าสารสกัดว่านหางจระเข้มีฤทธิ์ทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหาร  และกระตุ้นการหลั่งกรด

          5.2   ฤทธิ์ในการสมานแผล

                 การนำขี้ผึ้งซึ่งมีว่านหางจระเข้ร้อยละ 50 ไปใช้รักษาแผลถลอก พบว่ามีอัตราการหายของแผลดี  และได้ผลดีกับแผลถลอก  และแผลไม่ติดเชื้อ  มีผู้นำขี้ผึ้งว่านหางจระเข้ไปใช้กับแผลเรื้อรัง และสิว  นอกจากนี้มีการนำมาใช้รักษาแผลภายนอกได้ผลโดยใช้ร่วมกับ Vitamin E  และยังมีรายงานผลดีของว่านหางจระเข้ต่อมาอีกหลายฉบับ ซึ่งสันนิษฐานว่าการที่แผลหายเร็วขึ้นเนื่องจากว่านหางจระเข้ช่วยเร่งให้เซลล์ผิวหนังแบ่งตัวเพื่อซ่อมแซมผิว การใช้ว่านหางจระเข้ในผู้ป่วยผ่าตัดจมูก พบว่าทำให้แผลหายเร็วขึ้น และมีการนำไปใช้รักษาแผลที่เกิดจากการรักษาสิวด้วยวิธีดูดหัวสิว สารสกัดด้วยน้ำเมื่อนำไปใช้หลังการผ่าตัดฟัน พบว่าช่วยให้แผลสมานเร็วขึ้น  การทดลองในผู้ป่วย 31 คนซึ่งเป็นแผลในปาก พบว่าผู้ป่วยร้อยละ 77 มีความรู้สึกปวดน้อยลง ในขณะที่ผู้ป่วยร้อยละ 80 มีแผลดีขึ้น  และการนำว่านหางจระเข้ไปรักษาแผลที่เกิดจากการถอนฟัน พบว่าลดการเกิดกระดูกเบ้าฟันอักเสบ (alveolar osteitis) ได้มากกว่ากลุ่มที่ได้รับยา clindamycin  มีการนำวุ้นว่านหางจระเข้มารักษาแผล โดยศึกษาในผู้ป่วย 60 คน ที่มีบาดแผลจากอุบัติเหตุ พบว่าช่วยทำให้แผลหายสมบูรณ์ได้รวดเร็วกว่าการใช้ยาโพวิโดน ไอโอดีน นอกจากนี้ยังมีการนำวุ้นว่านหางจระเข้สด (เตรียมและใช้ภายใน 6 ชั่วโมง) มาทดสอบในผู้ป่วยจิตเวช 4 คน พบว่าช่วยลดขนาดของแผลลง 

                 อย่างไรก็ตามมีผู้รายงานถึงการนำว่านหางจระเข้มาใช้รักษาแผลแล้วไม่ได้ผลอยู่บ้าง เช่น การทดลองในหญิง 21 คน พบว่าแผลหายช้า การนำว่านหางจระเข้ผสม silicon dioxide และ allantoin ไปรักษาแผลในปากพบว่าไม่ได้ผล การนำสาร acemannan จากว่านหางจระเข้ไปใช้รักษาแผลกดทับในผู้ป่วย 30 ราย พบว่าได้ผลไม่ดีไปกว่าน้ำเกลือ   

          ด้วยฤทธิ์สมานแผล จึงมีผู้นำว่านหางจระเข้ไปใช้รักษาแผลอักเสบต่างๆ ได้แก่ แผลที่เกิดจากการแพ้ sodium lauryl sulfate ในผงซักฟอก พบว่าได้ผลดี หรือใช้ผสมในน้ำยาทำความสะอาดผิวหนังโดยใช้สารสกัดว่านหางจระเข้ผสมน้ำยาล้างแผล และน้ำยารักษาแผลในปาก เป็นต้น

          5.3   ฤทธิ์รักษาแผลไหม้จากการฉายรังสี

                 มีผู้นำว่านหางจระเข้มาใช้รักษาอาการผิวหนังอักเสบจากการได้รับรังสี พบว่าอาการดีขึ้น โดยใช้ในรูปของวุ้นว่านหางจระเข้ ใบสดทั้งใบ ขี้ผึ้ง และอีมัลชั่น ซึ่งพบว่าใบสดให้ผลดีกว่าขี้ผึ้ง ในการศึกษาถึงกระบวนการออกฤทธิ์พบว่าเกี่ยวข้องกับการจับอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นหลังฉายแสง แล้วมีผลทำให้เกิดการทำลายเนื้อเยื่อลดลง  อย่างไรก็ตาม มีการศึกษาบางอันให้ผลขัดแย้ง เช่น การศึกษาในผู้ป่วยมะเร็งเต้านมซึ่งรักษาด้วยการฉายรังสี 225 คน พบว่ากลุ่มที่ใช้วุ้นว่านหางจระเข้ ความเข้มข้นร้อยละ 95 ไม่ได้ผล ผู้ป่วยยังมีอาการคันและปวดแสบปวดร้อน ซึ่งตรงกับผลการทดสอบในผู้ป่วยมะเร็ง 108 คนในอีกการศึกษาหนึ่ง

          นอกจากผลในการรักษาแผลอักเสบที่เกิดจากรังสีแล้ว ได้มีผู้สนใจศึกษาผลในการป้องกันการทำลายผิวหนังจากแสง UV มีผู้ทดลองในผู้ป่วย 12 ราย ว่าช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น มีการพัฒนาตำรับวุ้นว่านหางจระเข้ซึ่งใช้ป้องกันผิวหนังถูกแผดเผาจากแสงแดด พบว่าได้ผลดี และทำให้ผิวมีความชุ่มชื้น  จึงได้มีการจดสิทธิบัตรอีมัลชั่นที่มีส่วนผสมของน้ำว่านหางจระเข้ที่ไม่มี aloin (ในสัดส่วนร้อยละ 60-70) พบว่าสามารถรักษาอาการผิวหนังอักเสบจากแสงแดดได้ แต่มีบางรายงานแสดงให้เห็นว่าการใช้เจลว่านหางจระเข้ในการรักษาและป้องกันอาการอักเสบแดงเนื่องจาก UVB นั้นไม่ได้ผล

          5.4   ฤทธิ์รักษาแผลไหม้จากความร้อน

                 มีการศึกษาในผู้ป่วย 38 ราย โดยใช้วุ้นสด พบว่าได้ผลร้อยละ 95 เมื่อเปรียบเทียบกับยาทาแผลป้องกันการติดเชื้อ silver sulfadiazine ซึ่งได้ผลเพียงร้อยละ 83  โดยที่มีอาการไม่พึงประสงค์บ้างเล็กน้อย คือ รู้สึกระคายเคือง  มีการศึกษาผลของครีมว่านหางจระเข้ในผู้ป่วยนอกที่เป็นแผลไหม้ระดับ 2 พบว่าเมื่อเปรียบเทียบกับ silver sulfadiazine แล้วกลุ่มที่ได้รับว่านหางจระเข้มีแผลหายเร็วกว่ากลุ่มที่ใช้ silver sulfadiazine โดยแผลหายในเวลา 13 ± 2.41 วัน และ 16.15 ± 1.98 วัน ตามลำดับ จากรายงานผลการรักษาในคนไข้ 27 ราย เปรียบเทียบกับ vaseline พบว่าหายในเวลา 11.89 วัน และ 18.19 วันตามลำดับ แม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีผู้เชื่อว่า แผลที่หายอาจเป็นผลเนื่องจากส่วนผสมที่เป็นน้ำมันในครีมทำให้แผลไม่แห้งจึงหายเร็วก็ตาม  แต่ผลการทดลองข้างต้นก็น่าจะยืนยันประสิทธิภาพของครีมวุ้นว่านหางจระเข้ได้   นอกจากวุ้นว่านหางจระเข้แล้ว ยังมีผู้พัฒนาตำรับขี้ผึ้งว่านหางจระเข้ใช้สำหรับรักษาแผลไหม้เนื่องจากน้ำร้อนลวกอีกด้วย

          5.5   ฤทธิ์ลดการอักเสบ

                 มีการนำว่านหางจระเข้ไปใช้ประโยชน์เพื่อลดการอักเสบในรูปแบบต่างๆ ได้แก่ ครีมทารักษาโรคผิวหนังและแผลอักเสบ  ผสมกับ lidocaine (ยาชา) และ diphenhydramine (ยาแก้แพ้) ใช้รักษาการอักเสบของผิวหนังและเนื้อเยื่ออ่อน  ผสมกับ glycyrrhetinic acid รักษาการอักเสบ  และตำรับยาผสมกับสมุนไพรอื่น  การทำเป็นโลชั่นโดยมีส่วนประกอบของวุ้นว่านหางจระเข้ วิตามินซี วิตามินอี และไฮโดรคอร์ติโซน อะซิเตรต ใช้ทาผิวหนังหลังโกนขนหรือผม พบว่าสามารถลดการอักเสบและการระคายเคืองต่อผิวหนังได้  มีการนำว่านหางจระเข้ไปรักษาสิว  รักษาอาการอักเสบของระบบทางเดินหายใจ  รักษาอาการไอโดยฉีดสารสกัดว่านหางจระเข้เข้าหลอดลมเป็นเวลา 10 วัน พบว่าได้ผลดี  และมีผู้เตรียมตำรับยาหยดแก้ไอจากโพลีแซคคาไรค์  รักษาอาการอักเสบเนื่องจากหิมะกัด  รักษาอาการโรคปอดอักเสบเรื้อรัง  รักษาเหงือกอักเสบ รักษาอาการบาดเจ็บของนักกรีฑา  นอกจากนี้ยังมีการศึกษาในผู้ป่วยลำไส้ใหญ่อักเสบจำนวน 42 คน  โดยให้ผู้ป่วย 30 คน รับประทานน้ำว่านหางจระเข้ 100 มิลลิลิตร วันละ 2 ครั้ง นาน 4 สัปดาห์ และผู้ป่วยอีก 14 คน ให้รับประทานยาหลอก  พบว่าผู้ป่วยที่ได้รับน้ำว่านหางจระเข้ จะมีลำไส้ใหญ่อักเสบลดลงโดยแผลดูดีขึ้นและมีขนาดเล็กลง เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ได้ยาหลอก แสดงว่าน้ำว่านหางจระเข้ช่วยลดการอักเสบของลำไส้ใหญ่ได้

                 ในปัจจุบันมีการจดสิทธิบัตรยาแคปซูลที่มีส่วนประกอบของสารสกัดน้ำมะละกอ น้ำหม่อน น้ำว่านหางจระเข้ ที่ทำให้แห้ง ขนาด 200, 100 และ 50 มิลลิกรัมตามลำดับ  อาหารเพื่อสุขภาพที่มีส่วนผสมของว่านหางจระเข้ร้อยละ 85-90 และ วิตามินซีร้อยละ 3-10  ใช้ต้านการอักเสบ และตำรับยาเม็ดที่มีส่วนประกอบของสาร b-sitosterol (ที่ได้จากวุ้นว่านหางจระเข้) ขนาด 10 มิลลิกรัม สำหรับรักษาโรคไขข้ออักเสบ

          5.6   ฤทธิ์เป็นยาระบาย

                 มีการจดสิทธิบัตรยาที่มีส่วนผสมของสารสกัดมะขามแขก 30-40 ส่วน สารสกัดว่านหางจระเข้ 30-40  ส่วน สารสกัดหมาก 20-30 ส่วน oryzanol 3-4 ส่วน และcalcium lactate 20-30 ส่วน ใช้ป้องกันและรักษาอาการท้องผูกโดยไม่มีผลข้างเคียง  เครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของสารสกัด chamomile ว่านหางจระเข้และชะเอมเทศมีฤทธิ์เป็นยาระบาย  ยาระบายชนิดแคปซูลที่มีส่วนประกอบของ catechin จากชาร้อยละ 0.5-7 aloin จากว่านหางจระเข้ร้อยละ 0.2-5 และไขมันจากม้า (horse fats) ร้อยละ 88-93 เพื่อใช้เป็นยาระบายโดยไม่มีอาการปวดท้องและท้องเสีย  โดยสารที่พบจากยางที่เปลือก คือ anthraquinone, barbaloin, และ aloin และ ตำรับยาที่ประกอบด้วยสารสกัดจากว่านหางจระเข้ ได้แก่ สาร sennosides A และ B  มีฤทธิ์เป็นยาระบาย

 

6. อาการข้างเคียง

          ยังไม่มีรายงาน

 

7. ความเป็นพิษทั่วไปและต่อระบบสืบพันธุ์

          7.1   การทดสอบความเป็นพิษ

                 เมื่อป้อนว่านหางจระเข้ให้หนูแรทในขนาด 92.5 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ไม่พบพิษใด ๆ  แต่เมื่อผสมผงว่านหางจระเข้ในอาหารให้หนูแรทกิน พบว่าหนูมีอาการท้องเสีย  เมื่อผสมสารสกัดด้วยแอลกอฮอล์ร้อยละ 95 ในน้ำ แล้วป้อนให้หนูเม้าส์กินในขนาด 3 กรัม/กิโลกรัม ไม่พบพิษ แต่ถ้าให้หนูเม้าส์กินในขนาด 100 มิลลิกรัม/กิโลกรัม เป็นเวลา 3 เดือน พบว่ามีอาการพิษรวมทั้งมีขนร่วงและการเสื่อมของอวัยวะเพศ  เมื่อฉีดสารสกัดว่านหางจระเข้ด้วยเอทานอลร้อยละ 50 เข้าช่องท้องหนูเม้าส์ พบว่ามีพิษปานกลาง  เมื่อป้อนสารสกัดด้วยแอลกอฮอล์ของใบว่านหางจระเข้ให้หนูเม้าส์กิน พบว่าทำให้เกิดความเป็นพิษมาก  สารสกัดด้วยน้ำเมื่อฉีดเข้าช่องท้องหนูเม้าส์ในขนาด 100 และ 800 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ไม่พบพิษ และไม่มีสัตว์ตาย  เมื่อฉีดสารสกัดด้วยแอลกอฮอล์ร้อยละ 95 เข้าช่องท้อง ขนาดที่หนูทนได้คือ 100 มิลลิกรัม   และเมื่อให้หนูเม้าส์กินสารสกัดที่ได้จากการนำใบว่านหางจระเข้มาปั่นและทำให้เป็นผงแห้งด้วยวิธีแช่แข็ง (freeze dried) แล้วผสมในอาหารด้วยสัดส่วนร้อยละ 1 ให้หนูขาวกิน และอีกตัวอย่างนำไปกำจัดสีก่อนทำเป็นผง แล้วไปผสมอาหารด้วยสัดส่วนร้อยละ 1 และ 10 พบว่าทำให้ระดับฮอร์โมนพาราไทรอยด์ (parathyroid hormone) และแคลซิโตนิน (calcitonin) ลดลง แต่ระดับกลูโคส และ อินซูลิน ในเลือดไม่เปลี่ยนแปลง ไม่พบผลต่อตับและหัวใจ และปริมาณโปรตีนไม่เปลี่ยนแปลง  ผลการทดสอบในกระต่ายพบว่า เมื่อฉีดสารสกัดว่านหางจระเข้ให้กระต่ายปกติและกระต่ายที่มีอาการตับอักเสบ พบว่ากระต่ายมีอายุยืนขึ้น  เมื่อให้ทิงเจอร์ยาดำทางปาก ฉีดเข้าหลอดเลือด ฉีดเข้าใต้ผิวหนัง หรือฉีดเข้าช่องท้อง พบว่าในขนาดสูงทำให้กระต่ายตาย แต่ขนาดน้อยลงมีอาการท้องเสีย หัวใจเต้นช้าลง ทำให้มดลูกและลำไส้เล็กบีบตัว และเมื่อให้กระต่ายกินว่านหางจระเข้ ทำให้เกิดอักเสบที่ปากช่องคลอดและทางเดินปัสสาวะ  นอกจากนี้ว่านหางจระเข้ยังทำให้เกิดอาการแพ้  

                 มีรายงานผู้ป่วยที่เป็นโรคดีซ่านเสียชีวิตเมื่อรับประทานยาซึ่งมียาดำ โกฐน้ำเต้า และมะขามแขก จากการชันสูตรพบว่าตับถูกทำลาย และมีการเปลี่ยนแปลงของเนื้อเยื่อไต ม้าม หัวใจและปอด   Aloin ทำให้ท้องเสียอย่างรุนแรง และยังพบว่าเมื่อฉีด aloin เข้าใต้ผิวหนังสุนัขในขนาด 0.10 – 0.12 กรัม/กิโลกรัม ทำให้สุนัขเป็นไข้เป็นเวลา 24 ชั่วโมง และมีการแลกเปลี่ยนก๊าซ (gas exchange) มากกว่าปกติ 2 เท่า มีการผลิต uric acid และ urea เพิ่มขึ้น  และ chromone C-glucoside ทำให้เกิดอาเจียนอย่างรุนแรง

                 การทดสอบพิษกึ่งเรื้อรังในหนูแรท โดยใช้ผงว่านหางจระเข้ในขนาดต่างๆ กัน พบว่าทำให้น้ำหนักตัวลดลง น้ำหนักไตเพิ่มขึ้น แต่ไม่มีผลต่อค่าชีวเคมีในเลือดที่ดูการทำงานของตับและไต

                 ทั้งวุ้นสดและผลิตภัณฑ์วุ้นว่านหางจระเข้ เมื่อให้หนูเม้าส์และหนูแรทกิน หรือฉีดเข้าช่องท้อง ขนาด 20 กรัม/กิโลกรัม ครั้งเดียว หรือป้อนขนาด 5 กรัม/กิโลกรัม/วัน เป็นเวลา 45 วัน ไม่พบการผิดปกติใดๆ ทั้งในการตรวจเคมีเลือดและเนื้อเยื่อ  การให้หนูแรทกิน acemannan ซึ่งผสมในอาหารร้อยละ 5 เป็นเวลา 14 วัน และให้หนูแรทกิน acemannan 2,000 มิลลิกรัม/กิโลกรัม/วัน ไม่พบพิษเช่นเดียวกับเมื่อให้สุนัขกิน 1,500 มิลลิกรัม/กิโลกรัม/วัน เป็นเวลา 90 วัน  เมื่อป้อนวุ้นว่านหางจระเข้ขนาด 1, 4, 16, 64 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว 100 กรัม ให้หนูแรท วันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 42 วัน พบว่าไม่มีความผิดปกติของตับและไต  การทดลองใช้สารละลาย acemennan (1.0 มิลลิกรัม/มิลลิลิตร) ฉีดเข้าช่องท้องหนูเม้าส์ ในขนาด 80 และ 200 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ให้หนูแรท ขนาด 15 และ 50 มิลลิกรัม/กิโลกรัม และให้สุนัข ขนาด10 และ 50 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ไม่พบพิษ  การใช้ว่านหางจระเข้อาจเกิดอาการแพ้ได้  โดยเมื่อให้โปรตีนจากว่านหางจระเข้แก่หนูตะเภาพบว่าอาจเกิดการแพ้อย่างรุนแรงได้     

          7.2   ผลต่อระบบสืบพันธุ์

                 เมื่อฉีดสารสกัดว่านหางจระเข้ด้วยน้ำ แอลกอฮอล์ร้อยละ 95 และปิโตรเลียมอีเทอร์เข้าช่องท้องหนูเม้าส์ พบว่าไม่ทำให้แท้ง   เมื่อป้อนสารสกัดด้วยน้ำ และแอลกอฮอล์ร้อยละ 95 ให้หนูแรทก็ไม่ทำให้แท้งเช่นกัน มีผู้รายงานว่า aloin อาจทำให้แท้ง  และสารสกัดใบว่านหางจระเข้ในขนาด 0.5 มิลลิกรัม มีผลทำให้มดลูกบีบตัว นอกจากนี้มีการทดลองนำสารสกัดว่านหางจระเข้ซึ่งทำให้แห้งด้วยวิธีแช่แข็ง (freeze dried) ความเข้มข้นร้อยละ 7.5 และ 10 มาทาบริเวณช่องคลอดกระต่าย   พบว่าสามารถฆ่าเชื้ออสุจิได้โดยไม่มีอันตรายต่อผิวเยื่อบุช่องคลอดของกระต่าย

          7.3  พิษต่อตัวอ่อน

                 เมื่อให้หนูแรทกินสารสกัดว่านหางจระเข้ด้วยเบนซิน เอทานอลร้อยละ 50 และคลอโรฟอร์ม ในขนาด 100 มิลลิกรัม/กิโลกรัม พบความเป็นพิษต่อตัวอ่อน และเมื่อให้สารสกัดด้วยแอลกอฮอล์ร้อยละ 50 ในขนาด 100 และ 200 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ก็พบความเป็นพิษต่อตัวอ่อนเช่นกัน แต่มีบางรายงานพบว่าเมื่อให้หนูแรทกินสารสกัดด้วยเบนซินและแอลกอฮอล์ร้อยละ 50 ไม่มีพิษต่อตัวอ่อน  อย่างไรก็ตาม สารสกัดด้วยน้ำ เมื่อป้อนให้หนูแรทที่ท้อง ในขนาด 125 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ทำให้ตัวอ่อนพิการ

    

8. วิธีการใช้

8.1   ตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข (สาธารณสุขมูลฐาน)

                 1      ใช้รักษาอาการท้องผูก โดยกรีดยางจากว่านหางจระเข้มาเคี่ยวให้งวด ทิ้งไว้ให้เย็นจะได้ก้อนสีดำ (เรียกว่า ยาดำ) ตักมาปลายช้อนชา เติมน้ำเดือด 1 ถ้วย คนให้ละลาย เด็กรับประทานครั้งละ 1 ช้อนชา ผู้ใหญ่รับประทานครั้งละ 2 ช้อนชา ก่อนนอน

                 2      ใช้รักษาแผล โดยนำใบสดมาปอกเอาแต่วุ้นถูและปิดที่แผลเนื่องจากโดนความร้อน การรีบรักษาใน 24 ชั่วโมง จะทำให้การรักษาได้ผลดี แต่มีข้อควรระวังคือ

       -  ระวังเรื่องการติดเชื้อ เพราะวุ้นว่านหางจระเข้ไม่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อ ควรปลอกเปลือกแล้วล้างให้สะอาด

       -  วุ้นว่านหางจระเข้มีความไม่คงตัว ถ้าปอกแล้วจะเก็บไว้ได้เพียง 6 ชั่วโมง

       -  ระวังการปนเปื้อนของสาร anthraquinone จากยาง ซึ่งอาจทำให้แพ้ได้ จึงต้องล้างวุ้นให้สะอาด

                 3      ใช้รักษาอาการบวม ฟกช้ำ อักเสบ แมลงกัดต่อย เริม โดยใช้น้ำคั้นจากวุ้นทาหรือใช้วุ้นมาพอกบริเวณที่อักเสบ ฟกช้ำ แพ้

8.2   ยาจากสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติ

                            ไม่มี