1.  ชื่อสมุนไพร           กระเทียม 

          ชื่อวิทยาศาสตร์  Allium sativum L.

          ชื่อวงศ์           Alliaceae       

          ชื่อพ้อง           Languas galanga (Linn.) Stuntz.

          ชื่ออังกฤษ        Galic

          ชื่อท้องถิ่น        กระเทียมขาว  กระเทียมจีน  เทียม  ปะเซ้วา  หอมขาว  หอมเทียม  หัวเทียม

 

2.  ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

          พืชล้มลุก มีลำต้นใต้ดินเป็นหัวลักษณะกลมแป้น แต่ละหัวประกอบด้วย 6-10 กลีบ เปลือกนอกมีเยื่อสีขาวหรือม่วงอมชมพูหุ้มอยู่ 2-4 ชั้น ลอกออกได้ใบเดี่ยว รูปยาวแคบ แบน ปลายแหลม โคนใบแผ่เป็นแผ่นและเชื่อมติดกันหุ้มรอบใบอ่อนกว่าด้านใน ลักษณะคล้ายลำต้นเทียม ดอกช่อ ติดเป็นกระจุกที่ปลายก้าน ดอกย่อยมีกาบหุ้มเป็นจงอยยาว กลีบดอกมี 6 กลีบ รูปยาวแหลม สีขาวแต้มสีม่วง หรือขาวอมชมพู ผลขนาดเล็กเป็นกระเปาะสั้นๆ รูปไข่หรือค่อนข้างกลม มี 3 พู เมล็ดเล็ก สีดำ

 

3.  ส่วนที่ใช้เป็นยาและสรรพคุณ

          - หัวใต้ดิน        รักษาอาการแน่นจุกเสียด รักษากลาก เกลื้อน

 

4.  สารสำคัญที่เป็นสารออกฤทธิ์

          สารในกลุ่มสารประกอบกำมะถัน (organosulfur) ได้แก่  allisatin, ajoene, methylajoene, dimethylajoene, allicin, methylallyl thiosulfinates, dimethyl thiosulfinates, diallyl sulfide, diallyl disulfide, diallyl trisulfide, di(1-propenyl) sulfide, alkenyl disulfide, alkenyl trisulfide, S-allyl cysteine, allyl methyl sulfide, thiacremonone  และสารกลุ่มฟลาวานอยด์ ได้แก่ quercetin, isoquercitrin, reynoutrin, astragalin และ isorhamnetin 3-O-b-D-glucopyranoside

 

5.  ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา

          5.1   ฤทธิ์ลดอาการแน่นจุกเสียด

                 ในประเทศอินเดียได้มีการทดลองให้สารสกัดกระเทียมด้วยบิวธานอลกับคนไข้ 30 คน ที่มีอาการท้องอืดท้องเฟ้อ พบว่าระงับอาการปวดท้องและขับลมได้ เมื่อให้คนไข้ 29 รายรับประทานกระเทียมชนิดเม็ดในขนาด 0.64 กรัม วันละ 2 ครั้ง หลังอาหารกลางวันและเย็น เป็นเวลา 2 สัปดาห์ พบว่าสามารถขับลมและลดอาการจุกเสียด และคลื่นไส้หลังอาหารได้ดีทั้งอาการจุกเสียดแบบธรรมดา และการจุกเสียดจากอาการทางระบบประสาท  จากการถ่ายภาพรังสี (X-ray) พบว่ากระเทียมสามารถเพิ่มการบีบตัวเพื่อไล่อาหารของกระเพาะอาหาร และลำไส้เล็ก ทำให้เกิดการขับลม ซึ่งผู้วิจัยเรียกสารออกฤทธิ์เหล่านี้ว่า gastroenteric allechalcone

          5.2   ฤทธิ์ขับน้ำดี

                 เมื่อรับประทานกระเทียมเข้าไป จะช่วยเพิ่มน้ำย่อยและน้ำดี

          5.3   ฤทธิ์ลดการบีบตัวของลำไส้

สารสกัดกระเทียมด้วยแอลกอฮอล์รัอยละ 95 มีฤทธิ์ลดการบีบตัวของลำไส้กระต่าย น้ำสกัดกระเทียม ความเข้มข้น 0.1 มิลลิกรัม/มิลลิลิตร (21)กระเทียมในอัตราส่วน 1:5 ขนาด 0.2 มิลลิลิตร  สามารถยับยั้งการหดตัวของกล้ามเนื้อเรียบลำไส้เล็กของหนูตะเภาที่ถูกเหนี่ยวนำด้วย acetylcholine, histamine และ barium chloride ได้  โดยความสามารถในการยับยั้งการหดตัวจะเพิ่มขึ้นเป็นสัดส่วนกับขนาดของน้ำสกัดกระเทียมที่เพิ่มขึ้น  นอกจากนั้นยังมีผลลดการหดตัวแบบอัตโนมัติ (spontaneous contraction) ของกระเพาะกบส่วน pyrolus ด้วย อย่างไรก็ตามสาร (E)-ajoene และ (Z)-ajoene ที่พบในกระเทียม มีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ acetylcholinesterase ซึ่งมีหน้าที่ทำลาย acetylcholine เป็นผลให้ acetylcholine คงอยู่ที่ปลายประสาทได้นานขึ้น จึงอาจมีผลเพิ่มการบีบตัวของลำไส้  แต่ไม่พบฤทธิ์ยับยั้งนี้เมื่อใช้สารสกัดด้วยเมทานอลจากหัว

          5.4   ฤทธิ์ลดการอักเสบ

                 การรับประทานกระเทียมชนิดแคปซูลจช่วยลดการอักเสบในผู้ป่วยโรคข้อรูมาติคส์ (rheumatic) จำนวน 30 คน  อาจเนื่องจากสารสกัดกระเทียมมีฤทธิ์เพิ่มระดับไซโตไคน์ที่ต้านการอักเสบคือ interleukin-10 (IL-10)  ในการทดสอบโดยใช้เลือดของผู้ป่วยเป็นโรคลำไส้อักเสบ (Inflammatory bowel syndrome) พบว่าที่ขนาด 0.1 ไมโครกรัม/มิลลิลิตร จะทำให้การสร้าง interleukin-12 (IL-12) ของ monocyte ลดลง และในขนาด  10 ไมโครกรัม/มิลลิลิตร จะทำให้การสร้าง IL-10 ของ monocyte เพิ่มขึ้น แต่ลดการสร้าง TNF-a, IL-12, IL-6 และ IL-8 ของ monocyte และลดการสร้าง interferon-gamma (IFN-g), IL-2 และ TNF-a จาก T-helper cell (Th1 cell)

                 กระเทียมยังมีผลลดเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการอักเสบในอาสาสมัครหญิงสุขภาพดี ที่ได้รับสารสกัดด้วยน้ำ-เอทานอลจากกระเทียม ขนาด 10 มิลลิลิตร/วัน นาน 3 เดือน พบว่าระดับ  prostaglandin E2 และ prostaglandin F2a  ในเลือดลดลง มีการนำกระเทียมมาช่วยบรรเทาอาการอักเสบรักษาแผลในกระเพาะอาหาร และช่วยลดการแน่นจุกเสียดในผู้ป่วยที่เป็นโรคกระเพาะ

                 ผงกระเทียมแห้ง สารสกัดด้วยแอลกอฮอล์ สารสกัดด้วยน้ำ และสารสกัดด้วยเอทานอล-น้ำ สามารถลดการบวมของอุ้งเท้าหนูได้อย่างมีนัยสำคัญ เมื่อให้โดยฉีดเข้าช่องท้องและป้อนหนูแรทพบว่ามีฤทธิ์ลดการอักเสบของอุ้งเท้าหนูที่ถูกเหนี่ยวนำให้เกิดการอักเสบด้วย carrageenan ได้  น้ำมันกระเทียม สารสกัดด้วยแอลกอฮอล์-น้ำ และสาร allisatin จากกระเทียม เมื่อป้อนให้หนูแรททางปาก สามารถลดการอักเสบของข้อที่ถูกเหนี่ยวนำให้อักเสบด้วย formaldehyde   แต่สาร allisatin ไม่สามารถลดการอักเสบเรื้อรังในหนูแรทที่เกิดจาก granuloma pouch ได้  เมื่อทาสาร thiacremonone ที่บริเวณหูและอุ้งเท้าหนู พบว่าสามารถลดการอักเสบบวมในหนูที่ถูกเหนี่ยวนำให้อักเสบด้วย 12-O-tetradecanoylphorbol-13-acetate, carrageenan และ mycobacterium butyricum ได้

                 สารสกัดกระเทียมด้วยคลอโรฟอร์มและอะซิโตนและสารกลุ่มสารประกอบกำมะถันหลายชนิด มีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ที่กระตุ้นการสร้างสารที่ทำให้เกิดการอักเสบได้แก่ เอนไซม์ lipoxygenase  และ cyclooxygenase  สารกลุ่มฟลาวานอยด์ที่พบในกระเทียมได้แก่ quercetin, isoquercitrin และ reynoutrin มีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ lipoxygenase และ hyaluronidase   สาร ajoene และ diallyl disulfide ออกฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ prostaglandin synthetase    และยับยั้งการสร้าง prostaglandin E2    ส่วนที่มีการออกฤทธิ์ยับยั้งไซโตไคน์ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการอักเสบ ได้แก่  สารสกัดจากกระเทียม สาร diallyl sulfide และ diallyl disulfide สามารถยับยั้ง tumor necrosis factor-alpha (TNF-a), interleukin-1-beta (IL-1b) และ nuclear factor-kappa B (NF-kB)    สาร allicin สามารถยับยั้ง CXCL12 ที่เป็นโมเลกุลยึดเหนี่ยวทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายของเม็ดเลือดขาว T cell ผ่าน fibronectin (FN) นอกจากนั้น allicin ยังยับยั้งการยึดติดของ T cell กับเซลล์ endothelium และยับยั้ง transendothelial migration  นอกจากนี้ยังพบว่าสารสกัดจากกระเทียม. สาร diallyl sulfide, diallyl disulfide, allyl methyl sulfide, S-allyl cysteine และ thiacremonone มีฤทธิ์ลดการสร้าง nitric oxide   โดยยับยั้งเอนไซม์ inducible nitric oxide synthase (iNOS)    และเพิ่มการทำลาย nitric oxide ในขณะที่สาร allyl methyl sulfide ออกฤทธิ์เพิ่มการกำจัด nitric oxide เพียงอย่างเดียว  

                 น้ำมันกระเทียมสามารถยับยั้งการเคลื่อนที่ของ neutrophile-like cell ที่ถูกเหนี่ยวนำโดย IL-8 ทำให้มีฤทธิ์ต้านการอักเสบโดยยับยั้งการปรับเปลี่ยนรูปร่างของโครงสร้างภายในเซลล์ (assembly and disassembly of cytoskeleton)

          5.5   ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและต้านการเกิดออกซิเดชัน

                 สารสกัดกระเทียมด้วยเมทานอลมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ  สารสกัดกระเทียมมีฤทธิ์ลดการออกซิเดชันของไขมัน และกระตุ้นการทำงานของเอนไซม์ superoxide dismutase  สาร diallyl sulfide มีฤทธิ์ต้านการเกิดออกซิเดชันโดยกระตุ้นการทำงานของเอนไซม์ที่ต้านการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชัน ได้แก่ superoxide dismutase, catalase และ glutathione peroxidase ในเนื้อเยื่อปอด และเพิ่มระดับ glutathione ซึ่งเป็นสารที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในร่างกายตามธรรมชาติ นอกจากนี้ยังสามารถกระตุ้นการสร้างเอนไซม์ที่ต้านการเกิด oxidative stress ได้แก่ heme oxygenase-1 (HO-1) และ ยับยั้ง CYP2E1 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการสร้างอนุมูลอิสระ

          5.6   ฤทธิ์สมานแผล

                 เมื่อทาสารสกัดกระเทียมบนผิวหนังไก่ จะทำให้แผลหายเร็วขึ้น โดยพบว่ามีการสร้างเนื้อเยื่อบุผิวและคอลลาเจนใหม่ มีการเจริญของมัดเส้นใยคอลลาเจน และมีการสร้างเส้นเลือดใหม่

          5.7   ฤทธิ์ต้านเชื้อจุลชีพ

                 มีรายงานฤทธิ์ต้านเชื้อจุลชีพหลายชนิดของกระเทียม ทั้งเชื้อรา และแบคทีเรียดังนี้

                 5.7.1 ฤทธิ์ต้านเชื้อรา

                 กระเทียมมีฤทธิ์ต้านเชื้อราก่อโรคกลากที่ผิวหนัง ผม ขน ทั้งในคนและสัตว์ นอกจากนี้ยังสามารถต้านเชื้อราก่อโรคในช่องปาก ปอด และเยื่อหุ้มสมอง ดังต่อไปนี้

                 ครีม ajoene ซึ่งเป็นสารจากกระเทียมที่ความเข้มข้น ร้อยละ 0.4 โดยน้ำหนัก  สามารถรักษาโรคกลากที่ง่ามนิ้วเท้าหรือฝ่าเท้า  (Tinea pedis) ในผู้ป่วยจำนวน 34 คน โดยผู้ป่วย 27 คน (ร้อยละ 79) มีอาการของโรคหายไปภายใน 7 วัน ที่เหลืออีก 7 คน (ร้อยละ 21) ต้องใช้เวลารักษาต่ออีกจึงจะหาย  และไม่พบการเกิดโรคซ้ำใน 90 วันหลังจากการรักษา   เจล ajoene ความเข้มข้น ร้อยละ 0.6 ให้ผลรักษาโรคกลากที่ขาหนีบและตามลำตัว (Tinea crusis และ Tinea corporis)  ในการศึกษากับผู้ป่วยจำนวน 60 คน  ซึ่งให้ผลใกล้เคียงกับยาทา terbinafine ความแรง ร้อยละ เมื่อทำการติดตามผลในเวลา 30 วัน และ 60 วัน

                 ผงกระเทียมมีฤทธิ์ต้านเชื้อรา Aspergillus flavus ซึ่งเป็นเชื้อราที่ผลิตสารอะฟลาทอกซินได้   น้ำมันกระเทียมมีฤทธิ์ต้านเชื้อราก่อโรคติดเชื้อในช่องปากและผิวหนังหลายชนิด ได้แก่ Candida albicans, Candida tropicalis, Blastoschizomyces capitatus, Epidermophyton floccosum, Microsporum canis, Microsporum gypseum, Rhizophus spp., Trichoderma spp., Trichophyton mentagrophytes, และ T. rubrum

                 น้ำมันหอมระเหยจากกระเทียมมีฤทธิ์ต้านเชื้อราก่อโรคติดเชื้อในช่องปาก หูอักเสบ และผิวหนัง ได้แก่ Aspergillus niger, C. albicans, E. floccosum นอกจากนี้ยังมีฤทธิ์ต้านเชื้อราก่อโรคในพืชและสัตว์ ได้แก่ Fusarium oxysporum, Penicillium cyclopium, T. erinacei   สารสกัดกระเทียมด้วยน้ำมีฤทธิ์ต้านเชื้อราก่อโรคในช่องปาก และกลากที่ผิวหนังและผมทั้งในคนและสัตว์ได้แก่ C. albicans, E. floccosum, M. canis, Microsporum audouinii,  M. gypseum, T. mentagrophytes, T. rubrum, T.  concentricum, T. semi, และ T. violaceum   

                 สารสกัดกระเทียมด้วยแอลกอฮอล์และที่ไม่ระบุตัวทำละลายมีฤทธิ์ต้านเชื้อราก่อโรคกลาก ได้แก่ E. floccosum, M. canis, M. gypseumT. mentagrophytes นอกจากนี้สารสกัดกระเทียม (ไม่ระบุตัวทำละลาย) ยังมีฤทธิ์ต้านเชื้อราก่อโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบคือ Cryptococcus neoformans และเชื้อราก่อโรคกลากอื่นๆ ได้แก่ T. rubrum และ T. Violaceum  

                 สารสำคัญในกระเทียม ได้แก่ allicin, allyl sulfide, allyl disulfide มีฤทธิ์ต้านเชื้อราก่อโรคกลาก ได้แก่ T. erinacei, T. rubrum, T. soudanense   และ allicin ยังมีฤทธิ์ต้านเชื้อราที่ทำให้ติดเชื้อในปอดคือ Aspergillus fumigatus (61) สาร alliin มีฤทธิ์ต้านเชื้อรา C. albicans และ Candida krusei (62) นอกจากนี้สาร alk(en)yl trisulfide, alk(en)yl tetrasulfide และ alk(en)yl dimethyl trisulfide มีฤทธิ์ต้านเชื้อรา Candida utilis

                 5.7.2 ฤทธิ์ต้านแบคทีเรีย

                 กระเทียมมีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียที่ก่อโรคในทางเดินอาหาร ทางเดินปัสสาวะ และทางเดินหายใจหลายชนิด โดยกระเทียมสดและผงกระเทียมแห้งมีฤทธิ์ต้านเชื้อ Bacillus subtilis, Escherichia coli, Helicobacter pylori, Pseudomonas fluorescens, Salmonella typhi, Salmonella  typhimurium, Salmonella enterica, Staphylococcus aureus

                 สารสกัดกระเทียมด้วยน้ำมีฤทธิ์ต้านเชื้อ Bacillus cereus, B. subtilis, E. coli, Enterobacter cloacae, Enterococcus faecalis, Salmonella anatum, S. enteritidis,  S. paratyphi B, S. typhi, S. typhimurium,  S. typhosa , Salmonella spp., Shigella flexneri, Sh. boydii, Sh. dysenteriae, Sh. sonnei , Shigella spp., Vibrio cholera, S. aureus, S. epidermis, Streptococcus mutans, S. pneumoniae, S. faecalis, S.  pyogenes,  Helicobacter pylori,  Haemophilus influenzae, Listeria monocytogenes,  Klebsiella pneumoniae, Porphyromonas gingivalis, Proteus vulgaris, Proteus spp., Pseudomonas aeruginosa,  Clostridium perfringens, Citrobacter freundii, Corynebacterium diphtheria และ Sarcina lutea

                 สารสกัดกระเทียมด้วยแอลกอฮอล์มีฤทธิ์ต้านเชื้อ B. subtilis, E. coli, H. pylori, Klebsiella sp., Micrococcus sp., Mycobacterium tuberculosis, Listeria monocytogenes,  S. enteritidis,  S. typhi, S. typhimurium, S. typhosa , Sh. boydii, Sh. Flexneri, และ Sh. Sonnei

                 น้ำมันกระเทียมมีฤทธิ์ต้านเชื้อ B. cereus, B. subtilis, Citrobacter freundii, E. cloacae, E. faecalis, E. coli, H. pylori, K. pneumoniae, L. monocytogenes, P. vulgaris, P. aeruginosa, S. enterica,  S. typhimurium, Shigella sonnei, และ S. aureus

                  น้ำมันหอมระเหยจากกระเทียมมีฤทธิ์ต้านเชื้อ B. subtilis, E. coli, L. monocytogenes, P. vulgaris,  P. aeroginosa, S. enteritidis, S. enterica,  S. typhosa, Shigella paradysenteriae, Sh. sonnei , Vibrio comma, S. aureus, และ S. epidermis แผ่นฟิล์มที่มีน้ำมันกระเทียมมีฤทธิ์ต้านเชื้อ B. cereus และ S. aureus

                 สารที่แยกได้จากกระเทียม ได้แก่ allicin, alliin, allistatin I, allistatin II, ajoenes, allyl-methyl thiosulfinate, methyl-allyl thiosulfinate, diallyl sulfide, diallyl disulfide, diallyl trisulfide, diallyl tetrasulfide, thiosulfinate, 2-propene-1-sulfinothioic acid S-(Z, E)-1-propenyl ester [AIIS(O)SPn-(Z, E)], 2-propenesulfinothioic acid S-methyl ester [AIIS(O)Sme], E-4,5,9-trithiadeca-1,7-diene-9-oxide (iso-E-10-devinylajoene, iso-E-10-DA), Alk(en)yl trisulfide และ Alk(en)yl tetrasulfide มีฤทธิ์ต้านเชื้อ B. cereus, B. subtilis,  E. coli, C. perfringens, H. pylori,  P. aeruginosa,  S. typhimurium, Sh. boydii, Sh. dysenteriae, Sh. Flexneri, V. cholera, E. cloacae, E. faecalis, L. monocytogenes, S. aureus, methicillin-resistant S. aureus, Staphylococcus spp. และ K. pneumonia

          5.8   ฤทธิ์ปกป้องตับ

                 สารสกัดจากหัวกระเทียม กระเทียมสดบดละเอียด สารสกัดด้วยน้ำจากกระเทียม  สารแขวนลอยของกระเทียมผง  น้ำมันหอมระเหย  น้ำมันกระเทียม  ส่วนสกัดที่ไม่มีขั้วจากน้ำมันกระเทียม  กระเทียมชนิดเม็ด  และสารสำคัญบางชนิดในกระเทียม สามารถป้องกันการทำลายตับจาก carbon tetrachloride, 1,2-dimethylhydrazine, galactosamine, แอลกอฮอล์, acetaminophen, bromobenzene, 4-nitroquinoline 1-oxide, lipopolysaccharide, sodium nitrite, N-nitrosodiethylamine, arsenic, human cytomegalovirus, สารกำจัดศัตรูพืช sevin, concanavalin A, naphthalene  และจากการที่ถูกเหนี่ยวนำให้เป็นเบาหวานด้วย alloxan   สารสำคัญในการออกฤทธิ์คือ alliin, allicin, ajoene, diallyl disulfide, diallyl trisulfide, S-allyl structure ของสารประกอบ organosulfur, S-allyl cysteine, S-propyl cysteine, S-allyl mercaptocysteine และ S-methyl-mercaptocysteine

                 การให้น้ำมันกระเทียมมีผลช่วยเสริมฤทธิ์สารหรือยาชนิดอื่น ได้แก่ dimethyl-4,4′-dimethoxy-5,6,5′,6′-dimethylene dioxybiphenyl-2,2′-dicarboxylate (146, 165), และ biphenyldimethyl dicarboxylate   ในการลดการอักเสบของตับจากสาร carbon tetrachloride (146, 165), buthionine sulfoximine และยา

 

6.  อาการข้างเคียง

          อาการข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์เมื่อรับประทานกระเทียม คือ มีอาการร้อนในปากและทางเดินอาหาร คลื่นไส้อาเจียน ท้องเสีย มีแผลในกระเพาะอาหาร ปวดท้อง แน่น มีลมในท้อง ไม่อยากอาหาร เหงื่อออก   และพบอาการลำไส้อุดตัน เมื่อรับประทานกระเทียมต่อเนื่องเพื่อรักษาหวัด   นอกจากนี้การรับประทานกระเทียมปริมาณมากยังทำให้ลมหายใจมีกลิ่นกระเทียม และมีกลิ่นตัวเฉพาะ  

          การรับประทานกระเทียมสดในขนาดสูง กระเทียมชนิดเม็ดหรือแคปซูลเป็นเวลานาน มีผลทำให้เกล็ดเลือดต่ำลง  ซึ่งมีรายงานพบว่ามีเลือดออกในสมอง  เลือดหยุดช้า และเลือดออกไม่หยุดในขณะผ่าตัด และมีก้อนเลือดในไขสันหลัง  

          มีรายงานการแพ้เมื่อรับประทานกระเทียมสด หรือน้ำคั้นจากกระเทียม และผลิตภัณฑ์ที่มีสารสกัดกระเทียม การสัมผัสที่ผิวหนังอาจทำให้เกิดอาการพอง เป็นเม็ดตุ่มใส เป็นผื่น แผลไหม้ ผิวหนังอักเสบ มีรายงานผู้ที่ได้สัมผัสกับผงกระเทียมเป็นเวลานาน เมื่อรับประทานกระเทียมทำให้เกิดอาการแพ้ โดยมีอาการคลื่นไส้ ท้องเสีย มึนงง หัวใจเต้นแรงและบวม เป็นเวลา 4 ชั่วโมง ผู้ที่สูดดมกระเทียม และสารสกัดกระเทียมเป็นเวลานาน อาจทำให้เกิดอาการหอบหืด และเยื่อบุโพรงจมูกอักเสบ

          นอกจากนี้ยังมีรายงานการแพ้เนื่องจากรับประทานกระเทียมชนิดเม็ดแล้วทำให้เกิดผื่นคัน และการรับประทานอาหารที่มีกระเทียมแล้วทำการทดสอบ พบว่ามีระดับ IgE เพิ่มขึ้น

จากการทดสอบการแพ้ด้วยวิธี patch test พบว่า กระเทียมสดทำให้เกิดการแพ้ได้มากกว่ากระเทียมที่ทำให้สุกแล้ว  การทดสอบการแพ้ โดยวิธี immunoglobulin antibodies พบว่ากระเทียมมีฤทธิ์กระตุ้นการสร้าง immunoglobulin antibodies  และพบว่าสารที่ทำให้แพ้ ได้แก่ diallyl disulfide, allylpropyl-disulfide, allylmercaptan และ allicin

 

7.  ความเป็นพิษทั่วไป

          7.1   การทดสอบความเป็นพิษ

                 จากการทดสอบในคนไม่พบอาการพิษเมื่อให้เด็กรับประทานกระเทียม วันละ 900 มิลลิกรัม  หรือในผู้ใหญ่ขนาด 350 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง และการรับประทานสารสกัดกระเทียมด้วยแอมโมเนียมไฮดรอกไซด์ และ สารสกัดด้วยน้ำผสมแอลกอฮอล์ ก็ไม่พบพิษเช่นกัน

                 ในการทดสอบความเป็นพิษเฉียบพลันพบว่า สารสกัดกระเทียมด้วยน้ำซึ่งถูกทำให้แห้งด้วยวิธีแช่แข็งไม่แสดงความเป็นพิษเมื่อให้หนูแรททางปาก แต่มีความเป็นพิษมากขึ้นเมื่อให้สารสกัดทางช่องท้องและฉีดเข้าใต้ผิวหนัง เมื่อให้น้ำมันกระเทียมแก่กระต่ายในขนาด 0.765 มิลลิลิตร/กิโลกรัม พบว่ากระต่ายมีอาการมึนงง สารสกัดกระเทียมด้วยอีเทอร์เมื่อฉีดเข้าหลอดเลือดกระต่ายพบความเป็นพิษในขนาด 0.755 มิลลิลิตร/ตัว  สารสกัด (ไม่ระบุตัวทำละลาย) ฉีดเข้าหลอดเลือดกระต่ายในขนาด 70 มิลลิกรัม/ตัว พบว่าทำให้กระต่ายตาย   น้ำมันหอมระเหยจากกระเทียมทาบนผิวหนูเม้าส์ ในขนาด 10 มิลลิกรัม/ตัว พบว่าทำให้หนูตาย

                 สาร allicin มีความเป็นพิษมากเมื่อฉีดเข้าใต้ผิวหนัง ช่องท้อง (246) และหลอดเลือดของหนูเม้าส์ ในขณะที่สาร S-allyl cysteine (SAC) ไม่พบความเป็นพิษเมื่อให้ทางปากหนูแรทในขนาด 54.7 มิลลิโมล/น้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัม (8.8 กรัม/กิโลกรัม) หรือฉีดเข้าช่องท้อง ขนาด 20 มิลลิโมล/น้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัม (3.2 กรัม/กิโลกรัม)

                 การทดสอบความเป็นพิษกึ่งเรื้อรังและเรื้อรังพบว่า น้ำคั้นกระเทียมผสมในอาหาร ขนาดร้อยละ 5 ของอาหาร แล้วให้หนูแรทกินเป็นเวลา 25 วัน  สารสกัดด้วยเอทานอล ร้อยละ 95 ให้หนูกินในขนาดต่างๆ น้ำมันซึ่งมีกระเทียมผสมในขนาด 28.5 มิลลิกรัม/ตัว  สารสกัดด้วยอีเทอร์ให้หนูแรทกินในขนาด 2-4 กรัม เป็นเวลา 3 สัปดาห์  สารสกัดกระเทียมให้หนูแรทกินขนาด 12 กรัม/กิโลกรัม สัปดาห์ละ 5 ครั้ง เป็นเวลา 6 เดือน  และน้ำมันกระเทียมฉีดเข้าช่องท้องหนูแรทในขนาด 0.5 มิลลิลิตร/กิโลกรัม  ไม่พบความเป็นพิษ สารสกัดกระเทียมให้หนูแรทกินในขนาด 0.3-110 มิลลิลิตร/กิโลกรัม เป็นเวลา 3-6 เดือน พบว่ามีการเปลี่ยนแปลงในปริมาณเม็ดเลือดแดงและมีม้ามโตเล็กน้อย  น้ำมันกระเทียมและสารสกัดกระเทียม มีผลยับยั้งการเจริญเติบโตและทำให้เกิดภาวะเลือดจางในหนูแรท แมว และสุนัข  เมื่อให้ชาชงกระเทียมในขนาดสูงกับหนูแรท พบว่าจะลดปริมาณฮีโมโกลบิน (Hb). ปริมาตรเม็ดเลือดแดง, จำนวนเม็ดน้ำเหลือง (lymphocyte), เอนไซม์ aspartate aminotransferase (AST) และ alanine aminotransferase (ALT) ในขณะที่จำนวนเม็ดเลือดขาว ชนิดต่างๆ เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อให้สารสกัดด้วยน้ำในขนาด 300 และ 600 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัม/วัน เป็นเวลา 21 วันจะมีผลลดการเจริญเติบโตและเปลี่ยนแปลงค่าพารามิเตอร์ในเลือดและเนื้อเยื่อ  เมื่อฉีดสารสกัดกระเทียมด้วยน้ำเข้าช่องท้องขนาด 500 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัมทำให้เกิดการทำลายเนื้อเยื่อตับและปอด  เมื่อฉีดสารสกัดกระเทียมเข้าเส้นเลือดดำกระต่ายทุกวัน ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเนื้อเยื่อของม้าม อัณฑะ และต่อมธัยรอยด์  เมื่อป้อนน้ำมันกระเทียมให้หนูแรทในขนาด 0.5 มิลลิลิตร/น้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัม พบความป็นพิษ  การป้อนสารสกัดกระเทียมให้หนูแรทที่มีความดันโลหิตสูง (ไม่ระบุปริมาณ) ทุก 6 ชั่วโมงนาน 28 วัน พบว่าหนูทุกตัวมีชีพจรและคลื่นไฟฟ้าหัวใจผิดปกติ น้ำหนักตัวลดลง มีอาการซึมและอ่อนเพลีย อุจจาระนุ่ม และมีภาวะขาดน้ำ ผิวหนังบริเวณขาหน้าและหลังจะนุ่มมากและฉีกขาดง่าย  

                 สารประกอบซัลเฟอร์ในกระเทียมบางชนิด ได้แก่ di-, tri- และ tetrasulfide มีผลทำลายเม็ดเลือดแดงในหลอดทดลอง เนื่องจากทำให้เกิดอนุมูลอิสระ ซึ่งอาจจะมีความสัมพันธ์กับการเกิดภาวะซีดในหนูแรทที่กินกระเทียมหรือหอม

          7.2   ผลต่อระบบสืบพันธุ์

                 น้ำมันหอมระเหยจากกระเทียมมีผลฆ่าอสุจิของหนูตะเภาและหนูแรท  สารสกัดกระเทียมด้วยแอลกอฮอล์ขนาด 100-200 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัม  และสารสกัดกระเทียมด้วยปิโตรเลียมอีเทอร์ขนาด 100 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัม เมื่อป้อนให้หนูแรทที่ตั้งครรภ์ ไม่พบผลทำให้แท้งหรือความเป็นพิษต่อตัวอ่อน นอกจากนี้สารสกัดกระเทียม เมื่อฉีดเข้าช่องท้องหนูแรท (ไม่ระบุขนาด) ไม่พบว่าทำให้แท้ง

          7.3   ผลต่อหัวใจและหลอดเลือด

                 มีรายงานในผู้ชายอายุ 23 ปี ซึ่งไม่มีภาวะเสี่ยงต่อโรคหัวใจมาก่อน แต่มีอาการกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน หลังจากรับประทานกระเทียมปริมาณสูงในคืนก่อนมีอาการ และชายผู้นี้เคยมีอาการเจ็บหน้าอก 2 ครั้ง เมื่อรับประทานกระเทียมปริมาณมาก  

                 เมื่อป้อนน้ำมันหอมระเหยให้หนูแรท ขนาด 2 กรัม/น้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัม เป็นเวลา 30 วัน โดยหนูยังคงได้รับอาหารตามปกติ พบว่ามีคลื่นไฟฟ้าหัวใจผิดปกติ และการผิดปกตินี้ยังคงอยู่หลังหยุดให้กระเทียม และยังพบอาการกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด (permanent coronary ischemia) ในหนู 8 ตัว จาก 10 ตัว สารสกัดกระเทียมมีผลยับยั้งการทำงานของระบบหลอดเลือดและหัวใจสุนัข และหัวใจหนูแรทที่ตัดแยกออกมา โดยคาดว่าเกิดจากการยับยั้งที่ตัวรับ b-adrenergic

          7.4   การทำปฏิกิริยากับยาอื่น

                 กระเทียมมีฤทธิ์ต้านการแข็งตัวของเลือด ยับยั้งการเกาะกันของเกล็ดเลือด ทำให้เลือดเหลวและแข็งตัวช้า ดังนั้นต้องระมัดระวังการใช้ร่วมกับยาต้านการแข็งตัวของเลือด เช่น warfarin หรือยาต้านการจับตัวของเกล็ดเลือด และยา NSAIDs บางชนิด เช่น aspirin, และ indomethacin เพราะจะทำให้ค่าทดสอบระยะเวลาที่เลือดแข็งตัวเพิ่มขึ้น และอาจทำให้เลือดออก นอกจากนี้ควรหยุดรับประทานกระเทียมขนาดสูง 4-8 สัปดาห์ก่อนการผ่าตัด หรือการรักษาด้วยยาต้านการแข็งตัวของเลือด

                 กระเทียมมีผลยับยั้งการทำงานของเอ็นไซม์ CYP ที่ใช้เปลี่ยนสภาพยาหลายชนิด ได้แก่ เอ็นไซม์ CYP2D6,  CYP2E1,  CYP2P9, CYP3A4, CYP3A5 และ CYP3A7 ดังนั้นควรระมัดระวังการรับประทานกระเทียมร่วมกับยาที่ถูกทำลายด้วยเอ็นไซม์เหล่านี้ เช่น dextromethorphan, alprazolam, midazolam และ paracetamol เนื่องจากอาจทำให้ระดับยาในเลือดของยาเหล่านี้สูงกว่าปกติ แล้วทำให้เกิดความเป็นพิษจากยาได้ นอกจากนี้มีรายงานว่ากระเทียมมีผลลดระดับยาต้านไวรัสเอดส์ เช่น saquinavir และยังมีผลทำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดตกในผู้ป่วยเบาหวานเนื่องจากไปเพิ่มผลการลดน้ำตาลในเลือดของยา chlorpropamide

 

8. วิธีการใช้

8.1   ตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข (สาธารณสุขมูลฐาน)

                 8.1.1 การใช้กระเทียมรักษาอาการแน่นจุกเสียด

                 ก.     นำกระเทียม 5-7 กลีบ บดให้ละเอียด เติมน้ำส้มสายชู 2 ช้อนโต๊ะ เกลือและน้ำตาลนิดหน่อย ผสมให้เข้ากัน กรองเอาเฉพาะน้ำดื่ม

                 ข.     นำกระเทียมมาปอกเปลือก นำเฉพาะเนื้อใน 5 กลีบมาซอยให้ละเอียด รับประทานกับน้ำหลังอาหารทุกมื้อ แก้ปวดท้อง อาหารไม่ย่อย

                 8.1.2 การใช้กระเทียมรักษากลาก เกลื้อน

                 ก.     นำกระเทียมมาขูดให้เป็นชิ้นเล็กๆ หรือบดให้แหลก พอกที่ผิวหนัง แล้วปิดด้วยผ้าพันแผลไว้นานอย่างน้อย 20 นาที จึงล้างออกด้วยน้ำสะอาด ทำซ้ำเช้าเย็นเป็นประจำทุกวัน

                 ข.     ขูดผิวหนังส่วนที่เป็นเกลื้อนให้พอเลือดซึมด้วยใบมีด แล้วใช้กระเทียมสดทา  ทำเช่นนี้ทุกวัน 10 วันก็จะหาย

8.2   ยาจากสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติ

                            ไม่มี